ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปิดศึกระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ซึ่งโลกกำลังจับตามองผลกระทบในวงกว้างโดยเฉพาะด้านพลังงาน แต่วิกฤตครั้งนี้กลับเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมต่อเรือของประเทศเกาหลีใต้
นักวิเคราะห์เริ่มมองเห็นแนวโน้มว่า ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นกำลังกลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่จะผลักดันให้ความต้องการเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลให้อู่ต่อเรือยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ก้าวเข้าสู่ยุคทองอีกครั้ง
อุตสาหกรรมต่อเรือของเกาหลีใต้ไม่ได้ก้าวสู่จุดสูงสุดได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่เริ่มสร้างฐานรากจากการเป็นประเทศที่ขาดแคลนเทคโนโลยีในยุค 70 และพัฒนาขึ้นมาจนกระทั่งสามารถก้าวขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ในตลาดนี้ ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่ม “เรือมูลค่าสูง” (High-value vessels) ที่ใช้เทคโนโลยีซับซ้อน
ปัจจุบัน HD Hyundai, Samsung Heavy และ Hanwha Ocean คือ 3 ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือโลกที่ครองส่วนแบ่งตลาดเรือบรรทุก LNG ของโลกสูงถึง 60-80% ความสำเร็จนี้ทำให้เกาหลีใต้มีนวัตกรรมที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดโลก ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกอย่างจีนและญี่ปุ่น

ดังนั้นเกาหลีใต้จึงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งเมื่อตลาดโลกต้องการความปลอดภัยและความแม่นยำสูงสุดในการขนส่งพลังงาน
ปัจจัยบวกจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อ กาตาร์ หนึ่งในผู้ส่งออกก๊าซ LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก จำเป็นต้องระงับการส่งออกหลังอิหร่านส่งโดรนไปโจมตีแหล่งส่งออกสำคัญ ประกอบกับความเสี่ยงจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านควบคุมอยู่ ได้สร้างความหวั่นเกรงต่อความมั่นคงทางพลังงานทั้งในเอเชียและยุโรป
ผลที่ตามมาคือการปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าก๊าซจากตะวันออกกลางไปสู่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่มีความเสถียรมากกว่าในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทิศทางพลังงานโลกนี้ส่งผลบวกโดยตรงต่ออู่ต่อเรือเกาหลีใต้ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญและสายสัมพันธ์กับโครงการพลังงานในฝั่งสหรัฐฯ มากกว่าอู่ต่อเรือของจีนที่ยังพึ่งพาตลาดในภูมิภาคเป็นหลัก
ขณะเดียวกันกลไกตลาดด้านค่าระวางเรือก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ โดยข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่าราคาเช่าเรือบรรทุก LNG พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวภายในวันเดียวจนไปแตะระดับ 200,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 6.2 ล้านบาท) ต่อวัน แล้ว
รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้ทำให้บริษัทเดินเรือมีสภาพคล่องสูงขึ้นและพร้อมจะสั่งต่อเรือใหม่เพื่อขยายกองเรือรองรับความต้องการที่ยาวไกลกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความขัดแย้งลากยาวไปจนถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่มีความต้องการใช้ก๊าซเพื่อทำความร้อนสูงขึ้นเป็นเท่าตัว
แม้ว่าความไม่สงบในตะวันออกกลางจะสร้างความกังวลต่อความมั่นคงโลก แต่ในเชิงอุตสาหกรรม นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่เกาหลีใต้จะใช้ความได้เปรียบทางเทคโนโลยีที่สั่งสมมานานกว่า 50 ปี ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดโลกอีกครั้ง เหมือนเช่นในปี 2022 เมื่อครั้งวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนที่เคยสร้างปรากฏการณ์ยอดสั่งต่อเรือพุ่งขึ้นมากที่สุดในรอบหลายปี
และหากสถานการณ์ในสองพื้นที่ยังคงยืดเยื้อ อุตสาหกรรมต่อเรือเกาหลีใต้ไม่เพียงแต่จะได้ประโยชน์ในแง่ของจำนวนคำสั่งซื้อเท่านั้น แต่ยังจะพิสูจน์ให้เห็นว่า “สายเลือดนักต่อเรือ” ที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีต คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยประคับประคองความมั่นคงทางพลังงานของโลกท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่แปรปรวนได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางไม่ได้เป็นปัจจัยบวกต่อการดำเนินธุรกิจและราคาหุ้นของบริษัทอู่ต่อเรือเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อบริษัทผลิตอาวุธยุทโธปรณ์และโรงกลั่นน้ำมันของเกาหลีใต้อีกด้วย / koreatimes
