ในช่วงทศวรรษที่ 1960 การขับรถไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่เป็นการบ่งบอกถึงเสรีภาพ ความมั่งคั่ง และรสนิยมของคนขับรถ
ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Ferrari, Maserati และ Alfa Romeo ต่างแข่งขันกันดีไซน์รถรุ่นใหม่ให้ล้ำสมัยที่สุด
แต่ปัญหาหนึ่งที่กวนใจสุภาพบุรุษในยุคนั้นกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างรองเท้า
เนื่องจากพื้นรองเท้าหนังแบบทางการมักจะแข็งและลื่นเกินไป ทำให้เวลาขับรถรู้สึกไม่สบายตัว แถมส้นรองเท้าหนังราคาแพงยังมักจะสึกหรออย่างรวดเร็วจากการเสียดสีกับพื้นรถอยู่ตลอดเวลา
ในปี 1963 Gianni Mostile ช่างทำรองเท้าชาวอิตาลี ได้ตัดสินใจแก้โจทย์นี้ด้วยการออกแบบรองเท้าที่อยู่ตรงกลางระหว่างความทางการและความสบาย
ออกมาเป็นรองเท้าโลฟเฟอร์ที่มีโครงสร้างนุ่มพิเศษ ทำจากหนังคุณภาพสูง โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ปุ่มยางขนาดเล็กจำนวนมากเรียงรายตั้งแต่พื้นไปจนถึงส้นเท้า ปุ่มยางเหล่านี้มีไว้เพื่อความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ และยังช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะกับคันเร่ง เบรก และคลัตช์
ขณะที่ตัวรองเท้าซึ่งทำจากหนังนุ่มช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถรับรู้ถึงแรงต้านของแป้นเหยียบได้ดีขึ้น
Mostile ตั้งชื่อแบรนด์นี้อย่างตรงไปตรงมาว่า Car Shoe ซึ่งต่อมาดีไซน์นี้ได้กลายเป็นต้นแบบของรองเท้าที่คนทั่วโลกเรียกกันติดปากว่า Driving Shoes (รองเท้าสำหรับขับรถ)
แม้ในช่วงแรก Car Shoe จะเป็นเพียงรองเท้าสำหรับขับรถ แต่จุดเปลี่ยนของแบรนด์เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ถึง 1970
ที่ผู้ชายจำนวนมากต้องการใส่รองเท้าที่สบาย ไม่เป็นทางการเกินไป แต่ยังมีความหรูหรา (Informal Elegance)
ซึ่ง Car Shoe ตอบโจทย์ความต้องการนี้ จนกลายเป็นที่นิยมในหมู่ผู้มีอิทธิพลจำนวนมากอย่าง ประธานาธิบดี John F. Kennedy, Giovanni Agnelli ประธานกลุ่ม Fiat รวมถึงมหาเศรษฐีเพลย์บอยอย่าง Gunther Sachs
แม้ในปัจจุบันอุตสาหกรรมแฟชั่นจะเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรเป็นหลัก แต่ Car Shoe ยังคงรักษามรดกเก่าของแบรนด์ ผลิตด้วยงานฝีมือแบบ Handmade ตลอด 50 กว่าปีที่ผ่านมา
โดยรองเท้าหนึ่งคู่ต้องผ่านขั้นตอนการผลิตที่ใช้แรงงานฝีมืออย่างละเอียดอ่อนถึง 800 ขั้นตอน หนังที่เลือกใช้มักเป็นหนังกลับคุณภาพสูงสุดหรือหนังลูกวัวคัดพิเศษ เพื่อให้ได้พื้นผิวที่นุ่มนวลแต่ทนทาน เสริมความแข็งแรงด้วยการตัดเย็บด้วยด้าย Waxed American Yarn พร้อมการเก็บรายละเอียดรอยตัดให้เรียบเนียนที่สุดเพื่อลดการเสียดสีกับเท้า
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Car Shoe เติบโตสู่แบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่างเต็มตัวคือการเข้าซื้อกิจการโดย Prada Group ในปี 2001
การเข้ามาของยักษ์ใหญ่ในวงการแฟชั่นนำมาซึ่งเงินทุนและการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ ส่งผลให้รายได้ของแบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2005 มียอดขายพุ่งสูงถึง 17 ล้านยูโร ซึ่งคิดเป็นการเติบโตถึง 180% จากปีก่อนหน้า
นอกจากนี้ Prada ยังได้ขยายประเภทสินค้าให้ครอบคลุมไปถึงกระเป๋าและเครื่องประดับ โดยที่ยังคงยึดถือแนวคิดเรื่องหัตถศิลป์และการเดินทางเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์เสมอมา
