เกิดข่าวใหญ่ที่สร้างความสั่นสะเทือนในตลาดสินค้าดูแลด้านความงาม (Beauty) ขึ้นอีกครั้ง โดยมีข่าวว่า Estée Lauder แบรนด์ใหญ่-แบรนด์ดังสัญชาติอเมริกัน กำลังอยู่ในระหว่างเจรจา กับ Puig กลุ่มทุนในธุรกิจเดียวกันของสเปนที่จะนำไปสู่การควบรวมกิจการ

หากปิดดีลได้ จะเกิดเป็นกลุ่มบริษัทบิวตี้ยักษ์ใหญ่ มูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท) ทุนหนา ที่ประกอบไปด้วย Estée Lauder และแบรนด์ในเครือ Estée Lauder ทั้งหมด อย่าง Clinique, Bobbi Brown, La Mer รวมถึงแบรนด์น้ำหอมที่กำลังมาแรงอย่าง Le Labo และ Jo Malone London
รวมกับแบรนด์ใต้ชายคา Puig อย่าง Jean Paul Gaultier, Carolina Herrera, Rabanne และแบรนด์เครื่องสำอางที่มียอดขายถล่มทลายอย่าง Charlotte Tilbury ซึ่งจะสร้างอำนาจต่อรองมหาศาลในห่วงโซ่อุปทานและช่องทางการจัดจำหน่ายทั่วโลก
มี 3 สาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดดีลนี้ขึ้น โดยสาเหตุแรกคือ จะทำให้ฝ่าย Estée Lauder สามารถสู้กับคู่แข่งสำคัญอย่าง L’Oreal ได้สูสียิ่งขึ้น หลัง L’Oreal ทุ่ม 4,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 150,000 ล้านบาท) ซื้อปีกธุรกิจบิวตี้ทั้งหมดของ Kering
พร้อมสิทธิ์เบ็ดเสร็จในการพัฒนา ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามและน้ำหอมภายใต้แบรนด์แฟชั่นดังในเครือ Kering เดิม ได้แก่ Gucci, Bottega Veneta และ Balenciaga รวมไปถึง Creed แบรนด์น้ำหอมเก่าแก่ด้วย
สาเหตุต่อมาที่ทำให้เกิดดีลนี้ขึ้นคือ เพื่อรับมือกับสภาวะตลาดอิ่มตัวในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำหอม ที่เคยมียอดขายพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 แต่ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นหลักของ Estée Lauder
ดังนั้นการควบรวมกับ Puig ที่มีความแข็งแกร่งอย่างมากในตลาดยุโรปและมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำหอมจะช่วยให้ Estée Lauder สามารถกระจายความเสี่ยงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้มากขึ้น
ส่วนสาเหตุสุดท้ายคือทำให้ Estée Lauder ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานะทางการเงิน หลัง 5 ปีที่ผ่านมา ยอดขายตกและมูลค่าแบรนด์ลดจนเมื่อปี 2025 ต้องประกาศทยอยเลิกจ้าง พนักงานหลายพันคน
ขณะที่ Puig ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1914 และเริ่มจากธุรกิจลิปสติก ก็จะได้ประโยชน์จากดีลนี้เช่นกัน โดยย่อมทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรดีขึ้น และช่วยดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นไปอีก หลังความสำเร็จในการทำไอพีโอด้วยมูลค่าสูงสุดในตลาดหุ้นสเปนเมื่อปี 2024 และเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมากำไรก็เพิ่มขึ้น 12%
ทว่ายังต้องติดตามต่อไปว่าดีลนี้จะปิดและเกิดเป็นยักษ์บิวตี้รายใหม่ได้หรือไม่ ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนที่ว่า การควบรวมกิจการขนาดใหญ่เช่นนี้อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” เพราะจะทำให้เกิดความซับซ้อนในการบริหารจัดการให้กับ Estée Lauder ในยุคที่แบรนด์เล็กๆ ที่เข้าถึงใจวัยรุ่นได้มากกว่ากำลังผงาดขึ้นมา
ดีลระหว่าง Estée Lauder และ Puig คือภาพสะท้อนของการปรับตัวครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมความงามที่ต้องเผชิญกับทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ แม้ว่าในเชิงกลยุทธ์การรวมตัวกันจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งในพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์หรูและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันกับคู่แข่งระดับโลก
แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรและการผสานวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกันให้เป็นหนึ่งเดียว
ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ วงการบิวตี้ทั่วโลกยังคงต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ยักษ์ใหญ่ทั้งสองจะสามารถบรรลุข้อตกลงและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการได้หรือไม่
ทั้งนี้ข่าวการควบรวมกิจการระหว่าง Estée Lauder และ Puig เกิดขึ้นในยุคที่แบรนด์บิวตี้ใหญ่กว่า พากันฮุบแบรนด์หรูหรือแบรนด์ดังในหมู่คนรุ่นใหม่ เช่นกรณีของ L’Oreal ที่ฮุบปีกแบรนด์บิวตี้ของ Kering เมื่อปี 2025
และ E.l.f ทุ่ม 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 32,600 ล้านบาท) ในปีเดียวกันเพื่อฮุบ Rhode แบรนด์บิวตี้อายุเพียง 4 ปีที่ Hailey Bieber คนดังขวัญใจ Gen Z และภรรยา Justin Bieber ก่อตั้งขึ้น / reuters
