คนส่วนใหญ่มักจำ “ถนนรามคำแหง” ได้จากอย่างใดอย่างหนึ่ง 

อาจเป็นมหาวิทยาลัยรามคำแหง สนามราชมังฯ ห้างเก่าแก่อย่างเดอะมอลล์ หรือชุมชนที่อยู่อาศัยหนาแน่นตลอดทาง

แต่ถ้าลองมองให้ลึกกว่านั้น รามคำแหงอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ถนนของกรุงเทพฯ ที่มี “หลายวิถีชีวิต” รวมกันอยู่บนถนนเส้นเดียว

เพราะมีทั้งสถาบันการศึกษา ศูนย์กลางอีเวนต์ ธุรกิจค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงชุมชนที่อยู่อาศัย และกำลังจะมีรถไฟฟ้าเพิ่มเข้ามาอีกชั้น

ก่อนจะเป็น “รามคำแหง” แบบที่คนกรุงเทพฯ รู้จักทุกวันนี้ ต้องย้อนไปถึงที่มาตั้งแต่ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2498-2504

เดิมทีถนนเส้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของถนนสุขุมวิท 71 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปรีดีพนมยงค์”

ต่อมามีการสร้างช่วงต่อขยายตั้งแต่แยกลำสาลีไปจนถึงมีนบุรี ใช้ชื่อว่า “สุขาภิบาล 3”

ช่วงนั้นเลยมีชื่อเรียกตามแต่ละช่วง เช่น บางคนเรียก “สุขุมวิท 71” หรือชื่อเรียกตามพื้นที่อย่าง “พระโขนง-คลองตัน-บางกะปิ”

หมุดหมายสำคัญที่ทำให้ย่านนี้เริ่มมีคนเข้ามาอยู่มากขึ้นคือการก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี 2514

ตามมาด้วยหมู่บ้านสัมมากรที่เปิดในปี 2516 อยู่ฝั่งสุขาภิบาล 3

เมื่อคนเริ่มเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับมีหลายชื่อเรียกแตกต่างกัน สร้างความสับสนให้คนในพื้นที่

ในที่สุด ปี 2523 จึงมีการรวมชื่อถนนทั้งหมดให้เป็น “รามคำแหง” นับตั้งแต่สี่แยกคลองตัน ไปสิ้นสุดที่แยกตัดกับถนนสุวินทวงศ์

รวมระยะทางทั้งเส้นประมาณ 18 กิโลเมตร

หลังจากนั้นในปี 2526 “เดอะมอลล์ รามคำแหง” ก็เปิดให้บริการเป็นครั้งแรก

เป็นศูนย์การค้าและอาณาจักรค้าปลีกแห่งแรกของเครือเดอะมอลล์ และเป็นหนึ่งในตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ถนนรามคำแหงคึกคักขึ้นในยุคนั้น

ตามมาด้วย “ราชมังคลากีฬาสถาน” ที่สร้างเสร็จในปี 2541 เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชียนเกมส์

ในเวลาต่อมา ถนนเส้นนี้ก็มีผู้คนย้ายเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นหนึ่งในย่านที่มีประชากรหนาแน่นแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

รามคำแหงจึงกลายเป็นถนนที่มี “หลายวิถีชีวิต” รวมกันอยู่ในสายเดียวกัน

เริ่มตั้งแต่ “กลุ่มนักศึกษา” นำโดยมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ดึงนักศึกษาได้จากทั่วประเทศเข้ามาอยู่ย่านนี้

ตามมาด้วยธุรกิจที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับนักศึกษาโดยเฉพาะ เช่นหอพัก ร้านถ่ายเอกสาร ร้านหนังสือ หรือร้านอาหารราคาย่อมเยาที่กระจายอยู่ทั่วทั้งเส้นทาง

เศรษฐกิจกลุ่มนี้อยู่คู่กับรามคำแหงมานานหลายสิบปี และเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ย่านนี้มีคนสัญจรไปมาตลอดทั้งวัน

ต่อมาคือ “เศรษฐกิจอีเวนต์” นำโดยแม่เหล็กสำคัญอย่างราชมังฯ

สนามแห่งนี้จัดได้ทั้งการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ เช่นเดียวกับงานใหญ่อย่างคอนเสิร์ตของศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ

ทุกครั้งที่มีอีเวนต์ใหญ่ จะมีคนหลักหมื่นเดินทางเข้ามาในย่านนี้ ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนทั้งร้านอาหาร ที่จอดรถ และบริการรอบสนามอยู่ตลอดทั้งปี

อีกส่วนที่สำคัญทำให้เม็ดเงินสะพัดคือ “เศรษฐกิจค้าปลีก”

ถนนสายนี้มีแหล่งจับจ่ายใช้สอยรองรับคนตั้งแต่ต้นสายถึงปลายสาย

ต้นสายมีห้างสรรพสินค้าใหญ่อย่างเดอะมอลล์ รามคำแหง ที่ล่าสุดทุ่มเงินลงทุนไปกว่า 1,300 ล้านบาท พลิกโฉมเป็น “1981 Soul & Sold” 

ชูจุดขายเป็นศูนย์รวมร้านค้า นักสะสม นักออกแบบ และคอมมูนิตี้คนรุ่นใหม่

ถัดมามีตลาดสำหรับชุมชนอย่าง “ตลาดนัด กกท.” ที่คึกคักในช่วงเย็นถึงค่ำ

ไปจนถึงแหล่งคอมมูนิตีมอลล์ที่อยู่โซนรอบนอกอย่าง “พาซิโอ ทาวน์”, “ลิตเติล วอล์ค” และ “สัมมากร เพลส”

ความหลากหลายของค้าปลีกในย่านนี้สะท้อนให้เห็นว่ารามคำแหงเป็นถนนที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจคึกคัก และกระจายเม็ดเงินไปตลอดเส้นทาง

และอีกส่วนคือ ถนนรามคำแหงยังเป็นแหล่ง “ชุมชนและที่อยู่อาศัย” โดยมีทั้งชุมชน หมู่บ้าน และมีหอพักที่จับกลุ่มนักศึกษาอยู่อาศัยมากมาย

นอกจากนี้ยังมีโครงการบ้าน และคอนโดมิเนียมเปิดตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงต้นสายไปถึงปลายทาย

ส่วนหลักเป็นผลมาจากการมาของรถไฟฟ้าสายสีส้มที่กำลังจะเปิดให้บริการ

กลุ่มเป้าหมายของโครงการเหล่านี้มีทั้งคนที่ต้องการอยู่อาศัยจริง และนักลงทุนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่าต่อ

จุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่จะพลิกโฉมรามคำแหงอีกครั้ง คือ “รถไฟฟ้าสายสีส้ม”

ปัจจุบันมีตัวสถานีให้เห็นแล้ว เหลือเพียงการติดตั้งระบบ

ความสำคัญของรถไฟฟ้าสายนี้ คือเป็นสายที่ตัดผ่าน “ไข่แดง” ของกรุงเทพฯ ในแนวนอน เชื่อมต่อตั้งแต่ รัชดาภิเษก ประตูน้ำ ไปสุดที่บางขุนนนท์

คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการฝั่งตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมฯ) ได้ในช่วงปลายปี 2570

เมื่อรถไฟฟ้าสายสีส้มเปิดใช้งานจริง จะทำให้การเดินทางระหว่างรามคำแหงกับใจกลางเมืองสะดวกมากขึ้น

ความคาดหวังนี้สะท้อนออกมาชัดเจนผ่านราคาที่ดิน

มีข้อมูลจากบริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด ในปี 2567 ระบุว่า ราคาที่ดินซื้อขายเฉลี่ยบนถนนรามคำแหงอยู่ที่ 150,000-250,000 บาทต่อตารางวา

แต่ถ้าเป็นบริเวณใกล้จุดตัดสถานีรถไฟฟ้า อย่างสถานีลำสาลี ราคาเฉลี่ยจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 300,000-400,000 บาทต่อตารางวา

ส่วนใหญ่เป็นการซื้อที่ดินเพื่อนำไปทำโครงการคอนโดมิเนียม ซึ่งบ่งบอกได้ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้ความสำคัญกับรามคำแหง โดยเฉพาะบริเวณจุดตัดที่เชื่อมต่อการเดินทางได้สะดวก

หากมองย้อนกลับไป รามคำแหงเป็นถนนที่มีความคึกคักอยู่แล้ว ทั้งจากมหาวิทยาลัย สนามกีฬา ห้างสรรพสินค้า และชุมชนที่อยู่อาศัยหนาแน่น

แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนถนนเส้นนี้ไปอีกขั้นคือรถไฟฟ้าสายสีส้ม

เมื่อวันที่การเชื่อมต่อระหว่างรามคำแหงกับใจกลางเมืองสะดวกขึ้นมาถึง คำถามที่น่าติดตามต่อไปคือ ถนนที่มีหลายวิถีชีวิตและหลายเศรษฐกิจอยู่แล้ว จะไปต่อได้อีกไกลขนาดไหน