แม้เป็นซีรีส์ดังที่มาแบบเงียบๆ แต่ Outlander ก็มีแฟนคลับทั่วโลกไม่น้อยที่ติดตามเรื่องราวของ “แคลร์ แรนดัลล์” พยาบาลชาวอังกฤษจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ย้อนเวลากลับไปยังสกอตแลนด์ในศตวรรษที่ 18 จนพบรักกับ “เจมี่ เฟรเซอร์” นักรบผู้กล้าในแถบที่ราบสูงสกอตแลนด์ (Highland) ต่อเนื่องมาหลายซีซัน ซึ่งจากจุดนี้เองทำให้เกิดการต่อยอดเป็นการท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์

เมื่อนิยายชุด Outlander ของไดอานา กาบาลดอน ถูกนำมาสร้างเป็นซีรีส์ในปี 2014 มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ซีรีส์รักข้ามภพสุดเข้มข้นเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนจดหมายรักฉบับยาวที่ส่งตรงถึงผู้ชมทั่วโลก เชิญชวนให้มาสัมผัสจิตวิญญาณของชาวไฮแลนด์ ความงามของธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลาย และสิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์ของสก็อตแลนด์

ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนหมู่บ้านเงียบสงบให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง จนกลายเป็นโมเดลต้นแบบของการท่องเที่ยวตามรอยคอนเทนต์ดังๆ 

เจนนิเฟอร์ สตีล ผู้จัดการฝ่ายอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสร้างสรรค์ของการท่องเที่ยวสกอตแลนด์ (VisitScotland) ระบุว่าทางหน่วยงานคาดไว้แล้วว่าซีรีส์เรื่องนี้คงช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่ก็ไม่นึกว่าจะมหาศาลและต่อเนื่องขนาดนี้

ตัวซีรีส์ Outlander ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงตามรอยซีรีส์ (Screen Tourism) โดยมีข้อมูลว่านักท่องเที่ยวถึง 1 ใน 5 ของสกอตแลนด์ตัดสินใจเดินทางมาเพราะแรงบันดาลใจจากซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ตามด้วยประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป 

เมื่อปี 2023 มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 161 ล้านปอนด์ (ประมาณ 7,400 ล้านบาท) โดย Outlander ถือเป็นพระเอกของ Screen Tourism ที่ดังสุดในช่วงราว 10 ปีที่ผ่านมา

นอกจากรายได้ที่มหาศาลแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ยังช่วยกระจายการท่องเที่ยวและรายได้ไปสู่พื้นที่ห่างไกลในแถบไฮแลนด์และหมู่บ้านชนบท มากกว่าที่จะกระจุกตัวอยู่เพียงในเมืองใหญ่เหมือนในอดีต

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของแฟนซีรีส์ก็มียอดนักท่องเที่ยวพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะ ปราสาทแบล็กเนส ที่ใช้ถ่ายทำฉากป้อมปราการฟอร์ตวิลเลียม มียอดผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า หรือกว่า 379% นับตั้งแต่ซีรีส์เริ่มออกอากาศ 

ขณะที่ สมรภูมิคัลโลเดน จุดยุทธศาสตร์สำคัญในประวัติศาสตร์ มียอดผู้มาเยือนพุ่งสูงเกือบ 4 แสนคนในปี 2024 สะท้อนให้เห็นว่าแฟนคลับไม่ได้มาเพียงเพื่อเที่ยวชม แต่ต้องการซึมซับบรรยากาศและย้อนรอยอดีตที่พวกเขาหลงใหลผ่านหน้าจอ

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ “ปรากฏการณ์ Outlander” คือนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติมักหลีกเลี่ยงเมืองใหญ่อย่างเอดินบะระหรือกลาสโกว์ เพื่อมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านห่างไกลและโบราณสถานเก่าแก่ เช่น หมู่บ้านคัลรอส ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง 

นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาชีพ “ไกด์นำเที่ยวตามรอยซีรีส์” ที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยเจมส์ เคนเนดี้ ไกด์ท้องถิ่นที่เคยร่วมแสดงเป็นตัวประกอบในซีซัน 2 เล่าว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว พวกเธอมีความสุขกับการได้ฟังเรื่องราวเบื้องหลังการถ่ายทำ แม้ในโลกความเป็นจริงจะไม่ได้พบกับ “เจมี่ เฟรเซอร์” ตัวเป็นๆ 

จนเขาต้องพูดติดตลกบ่อยๆ ว่าอาจต้องหาวิกผมสีแดงมาใส่เพื่อไม่ให้นักท่อเที่ยวสาวๆ ผิดหวัง แต่เสน่ห์ของสกอตแลนด์เองต่างหากที่เป็นรางวัลที่แท้จริงของการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่ล้นหลามก็นำมาซึ่งโจทย์ยากในการอนุรักษ์ เพราะโบราณสถานหลายแห่งเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้คนจำนวนมหาศาล ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาบริหารจัดการอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจะไม่ทำลายรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นจุดขายสำคัญของประเทศ

ล่าสุดแม้ว่าซีรีส์ Outlander จะเดินทางมาถึงซีซันสุดท้ายและเริ่มสตรีมไปแล้วในปี 2026 แต่เรื่องราวของมันจะไม่มีทางจบลงเพียงแค่นั้น โดยคาดว่าจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกปีละกว่า 30,000 คน และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทางอ้อมได้อีกกว่า 51 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,200 ล้านบาท) ในอนาคต 

ปรากฏการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า คอนเทนต์ที่มีการร้อยเรียงเรื่องราวได้น่าสนใจจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล และตราบใดที่มนุษย์ยังคงโหยหาความรักและรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ สกอตแลนด์ก็จะยังคงดึงดูดแฟนซีรีส์และภาพยนตร์ให้เดินทางมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทั้งนี้ สกอตแลนด์เป็นประเทศที่มีอาคารเก่าแก่อยู่มากมาย โดยเฉพาะในส่วนของไฮแลนด์ที่มีทั้งที่ราบสูง ปราสาท และภูเขาสูง จึงดึงดูดให้กองถ่ายภาพยนตร์และซีรีส์ดังมาเยือนแล้วหลายเรื่อง เช่น Braveheart, Harry Potter และ The Crown รวมถึง Outlander ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ / bbc, heraldscotland