นอกจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกแล้ว ผู้คนในประเทศต่างๆ ยังต้องมาเจอกับวิกฤตพลังงานจากการสู้รบในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันให้แพงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก ซึ่งพื้นที่ที่รุนแรงที่สุดคือฮ่องกง
สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 7 เมษายน 2026 ข้อมูลราคาน้ำมันในฮ่องกงได้สร้างความตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันเบนซินธรรมดาพุ่งสูงถึง 32.39 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อลิตร (ประมาณ 149 บาท) ส่วนน้ำมันเกรดพรีเมียมนั้นพุ่งทะลุไปถึง 34.19 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อลิตร (ประมาณ 157 บาท) แล้ว
ตัวเลขนี้ทำให้ฮ่องกงเป็นประเทศหรือเขตการปกครองที่ราคาน้ำมันแพงที่สุดในโลก โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ขยับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 6% ภายในเดือนเดียว แม้ว่าเหล่าผู้ประกอบการจะมีส่วนลดพิเศษให้สมาชิกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่ราคาจ่ายจริงก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่ระดับ 26.40 – 28.81 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 110-120 บาทต่อลิตร) ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างไต้หวันหรือญี่ปุ่นอย่างเทียบไม่ติด

ปัจจัยสำคัญที่ดันให้ราคาพลังงานในฮ่องกงพุ่งสูงถึงระดับวิกฤต คือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล จนส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก
และการที่เส้นทางนี้เผชิญกับอุปสรรคได้ส่งแรงกระแทกโดยตรงมายังเศรษฐกิจในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก
สำหรับฮ่องกงแล้ว ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่เรื่องสงคราม แต่ยังมีปัจจัยภายในเรื่องภาษีน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงมาก และต้นทุนที่ดินสำหรับการตั้งปั๊มน้ำมันที่แพงมหาศาล ซึ่งทั้งหมดถูกผลักภาระมาที่ราคาหน้าปั๊มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบที่เกิดขึ้นเริ่มเห็นได้ชัดในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ธุรกิจส่งอาหารที่ไรเดอร์ต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นในขณะที่ค่าตอบแทนยังคงเท่าเดิม ไปจนถึงบริษัทลอจิสติกส์ที่ต้องปรับค่าบริการเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงาน
สถานการณ์นี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “การเติมน้ำมันข้ามพรมแดน” โดยชาวฮ่องกงที่มีสิทธิ์ขับรถข้ามพรมแดนได้ต่างหลั่งไหลไปเติมน้ำมันที่เมืองเซินเจิ้นของจีน ซึ่งมีราคาถูกกว่าฮ่องกงถึง 3 เท่าตัว โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าว ยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจภายในฮ่องกงให้ซบเซาลง เนื่องจากเม็ดเงินที่ควรจะหมุนเวียนในเมืองกลับรั่วไหลออกสู่จีนมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม แม้ จอห์น ลี ผู้ว่าการฮ่องกง จะออกมาแถลงว่าจีนจะไม่มีทางทอดทิ้งฮ่องกง ยืนยันได้จากการส่งน้ำมันสำเร็จรูปให้กับฮ่องกงกว่า 80% ช่วยให้เมืองไม่ขาดแคลนพลังงานเหมือนในหลายภูมิภาคทั่วโลก
ทว่าในมุมมองของประชาชน ความมั่นคงด้านปริมาณไม่ได้หมายถึงความมั่นคงด้านราคา ตราบใดที่ภาษีและต้นทุนการดำเนินการภายในยังสูงลิ่ว ชาวฮ่องกงก็ยังคงต้องรับภาระที่หนักอึ้งนี้ต่อไป
วิกฤตราคาน้ำมันของฮ่องกงในปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากสงครามหรือความขัดแย้งในต่างแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในเมืองที่บีบคั้นพลเมืองอย่างรุนแรง แม้ว่าระบบขนส่งสาธารณะที่ยอดเยี่ยมจะเป็นทางออกให้กับประชากรส่วนใหญ่
แต่สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้พลังงานในเชิงธุรกิจและขนส่ง ราคาน้ำมันที่สูงที่สุดในโลกนี้กำลังกลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่ที่ขวางกั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และหากภาครัฐยังไม่มีมาตรการปรับลดภาษีหรือมาตรการอุดหนุนราคาที่มีประสิทธิภาพ ฮ่องกงอาจต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันของกำลังซื้อภายในประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้
สถานการณ์ในฮ่องกงยังย้ำถึงวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบไปทั่วโลก โดยในเอเชียแม้รัฐบาลทุกประเทศต่างพยายามรับมืออย่างสุดกำลัง เช่นในกรณีของฟิลิปปินส์ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินทางพลังงานนาน 1 ปี
แต่ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่ยุติและการลำเลียงน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซยังติดขัด ราคาพลังงานและสินค้าต่างๆ รวมไปถึงค่าครองชีพก็มีแต่จะยิ่งแพงขึ้น / cnn
