ในขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรง ผลกระทบก็ยังคงลามไปถึงประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในปริมาณมหาศาลอย่างฟิลิปปินส์
เพื่อรับมือกับวิกฤต รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเป็นเวลา 1 ปี เพราะเห็นว่าสถานการณ์ในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและชีวิตของประชาชนกว่า 116 ล้านคนในประเทศ

มาตรการนี้จะให้อำนาจพิเศษแก่กระทรวงพลังงานในการเข้าแทรกแซงและจัดการกลไกตลาดอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าปราบปรามการกักตุนเชื้อเพลิงและการฉวยโอกาสปั่นราคายามวิกฤต
นอกจากนี้ยังอนุญาตให้รัฐบาลสามารถจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อทำสัญญาจัดซื้อเชื้อเพลิง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าฟิลิปปินส์จะมีพลังงานสำรองที่เพียงพอ ท่ามกลางสถานการณ์การขนส่งก๊าซธรรมชาติทั่วโลกที่กำลังปั่นป่วนจากสงคราม
ขณะเดียวกัน รัฐบาลฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ยังพยายามหาทางออกที่ยืดหยุ่นด้วยการประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เพื่อขอ “ยกเว้น” มาตรการคว่ำบาตรบางประการ
ซึ่งจะเปิดช่องทางให้ฟิลิปปินส์สามารถจัดซื้อน้ำมันจากประเทศที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เช่น อิหร่าน หรือเวเนซุเอลา ได้อย่างถูกกฎหมาย
โฮเซ มานูเอล โรมูอัลเดซ เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสหรัฐฯ ระบุว่าเรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยหากสำเร็จ จะถือเป็นช่องทางสำคัญในการเติมเต็มคลังน้ำมันสำรองของประเทศที่ปัจจุบันเหลือใช้ได้อีกเพียง 45 วันเท่านั้น และรัฐบาลตั้งเป้าที่จะจัดซื้อน้ำมันเพิ่มอีก 1 ล้านบาร์เรลเพื่อเสริมกันชนทางพลังงานให้แข็งแกร่งขึ้น
ด้านการผลิตไฟฟ้าในประเทศ รัฐบาลมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ โดยแม้เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่มาพร้อมข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม และทำให้สัดส่วนการใช้พลังงานจากถ่านหินของประเทศจะเพิ่มขึ้นอีกจาก 60% ที่มีอยู่เดิม แต่ก็จำเป็นในช่วงวิกฤต เพื่อช่วยให้ค่าไฟไม่ให้พุ่งสูงไปมากกว่านี้
ส่วนในเรื่องแหล่งถ่านหินก็คลายความกังวลลงไป เพราะอินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะส่งออกถ่านหินมาให้ฟิลิปปินส์แบบไม่มีข้อจำกัด ขณะเดียวกันรัฐบาลยังไม่ละทิ้งการช่วยเหลือภาคประชาชน โดยมีการเร่งแจกจ่ายเงินเยียวยา 5,000 เปโซ (ราว 3,000 บาท) ให้แก่กลุ่มผู้ขับขี่รถสาธารณะ และจัดบริการรถบัสฟรีในเมืองใหญ่เพื่อบรรเทาภาระค่าเดินทางที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังพ่วงมาด้วยมิติด้านความปลอดภัยของประชาชนที่ไปทำงานในตะวันออกกลาง โดยรัฐบาลเตรียมพร้อมแผนอพยพชาวฟิลิปปินส์กว่า 2.4 ล้านคนที่ไปทำงานอยู่ในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์สงครามขยายวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างอิสราเอลและอิหร่าน
การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานของฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ คือการแสดงความชัดเจนของรัฐบาลในการปกป้องเสถียรภาพของประเทศผ่านกลยุทธ์การบริหารจัดการวิกฤตที่ครอบคลุม ทั้งการแทรกแซงราคาภายใน การเจรจาความร่วมมือระหว่างประเทศ และการดูแลสวัสดิการของประชาชนในยามยากลำบาก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิศาสตร์การเมืองโลก
ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) รองจากอินโดนีเซียและยังเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างมาก ราคาพลังงานจึงแพงที่สุดในกลุ่มประเทศแถบนี้ เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานจึงได้รับผลกระทบมากที่สุด

โดยก่อนหน้าที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ทางรัฐบาลได้สั่งให้หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ในประเทศช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น การสั่งให้โรงเรียนทั่วประเทศจัดพิธีจบการศึกษาที่จะมีขึ้นปลายเดือนมีนาคมนี้แบบประหยัด ตัดสิ่งฟุ่มเฟือยและค่าใช้จ่ายแฝงออกไปให้มากที่สุด / theguardian
