ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ซึ่งปัจจัยหลักมาจากสงครามในตะวันออกกลาง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนกลายเป็นความกังวลหลักของพ่อแม่ผู้ปกครอง 

ทว่าวิกฤตครั้งนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองในฟิลิปปินส์มีเรื่องให้ต้องเครียดเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่ลูกหลานกำลังจะเข้าพิธีจบการศึกษา ทุกครอบครัวจึงกังวลว่าค่าใช้จ่ายในวันสำคัญย่อมเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย 

สำหรับชาวฟิลิปปินส์ งานจบการศึกษาคือ “หมุดหมายสำคัญ” ที่สะท้อนถึงการเลื่อนฐานะทางสังคมและความหวังของครอบครัว จึงมักมีการรวมตัวของเครือญาติและจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ตามประเพณี

โดยในอดีตความสำคัญนี้มักมาพร้อมกับภาระหนัก ทั้งค่าเช่าชุดครุย ชุดประจำชาติ ค่าหนังสือรุ่น ไปจนถึงค่าเช่าสถานที่หรูหรานอกโรงเรียน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 500-3,500 เปโซต่อคน (ประมาณ 300-2,100 บาท) 

แม้นี่อาจเป็นเงินจำนวนไม่มากสำหรับครอบครัวส่วนใหญ่ แต่สำหรับครอบครัวรายได้น้อยกลับเป็นภาระก้อนใหญ่ ส่วนครอบครัวฐานะปานกลางขึ้นไปจนถึงร่ำรวย ก็ต้องจ่ายเงินในส่วนนี้แพงขึ้นเช่นกันตามต้นทุนที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงในงานที่มีแนวโน้มแพงขึ้นอีกด้วย

จากสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์จึงไม่สามารถนิ่งนอนใจ โดยได้สั่งการให้โรงเรียนทั่วประเทศจัดพิธีจบการศึกษาและงานเลื่อนชั้นปีการศึกษา 2025–2026 ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมปลาย รวมถึงกลุ่มผู้เรียนนอกระบบอย่างเรียบง่ายที่สุด 

สิ่งที่ทางกระทรางศึกษาธิการสั่งห้ามเด็ดขาดคือการเรียกเก็บเงินสมทบจากนักเรียน และการบังคับใส่ชุดหรูหราที่เกินจำเป็น โดยเน้นให้ใช้ทรัพยากรที่โรงเรียนมีอยู่แล้ว เช่น สนามกีฬาหรืออาคารอเนกประสงค์ เพื่อเลี่ยงการไปเช่าสถานที่จัดงานราคาแพงข้างนอก ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายแฝงต่างๆ ไปได้มาก 

ซอนนี อังการา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ กล่าวว่า นโยบายนี้เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีที่ต้องการคืนความสุขและลดความกังวลให้กับประชาชน ดังนั้นทุกฝ่ายต้องทำให้วันสำคัญนี้เป็นการฉลองความพยายามของเด็กๆ อย่างแท้จริง ไม่ใช่พิธีกรรมที่ทำให้พ่อแม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายค่าชุดหรือค่าจัดงาน 

พร้อมกันนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังกำชับให้ครูและผู้บริหารโรงเรียนทำตัวเป็นแบบอย่างของความเรียบง่าย เพื่อปลูกฝังค่านิยมการใช้ชีวิตที่พอเพียงให้กับนักเรียนไปในตัว 

นอกจากเรื่องเงินแล้ว เรื่องความปลอดภัยก็ถูกยกมาเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากช่วงปลายเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่อากาศร้อนจัด ทางโรงเรียนจึงได้รับคำสั่งให้เลือกจัดงานในที่ร่มหรือสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก 

พร้อมเตรียมน้ำดื่มสะอาดไว้บริการเพื่อป้องกันนักเรียนและแขกในงานเจ็บป่วยจากอากาศร้อน รวมถึงยังสามารถนำมาตรการป้องกันโรคติดต่อ เช่น การสวมหน้ากากอนามัย มาปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่อีกด้วย 

นโยบายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการลดงบประมาณเท่านั้น แต่คือการส่งสัญญาณว่า “การศึกษาคุณภาพไม่ได้วัดกันที่ความหรูหราของวันจบการศึกษา” 

ในปีนี้มีนักเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลายในฟิลิปปินส์สำเร็จการศึกษาช่วงปลายเดือนมีนาคมรวมกว่า 3.7 ล้านคน ที่จะก้าวออกจากรั้วโรงเรียนด้วยความภาคภูมิใจแบบเน้นประหยัด 

แม้จะจัดงานในเต็นท์หรือสนามกีฬาโรงเรียนแบบประหยัด แต่ถ้าหัวใจสำคัญคือความยินดีและความรักในความสำเร็จ วันนั้นก็จะเป็นวันที่เปี่ยมด้วยความหมายที่สุดสำหรับทุกคน 

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เป็นอีกประเทศที่การเรียนการสอนและสถานศึกษาได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยเพื่อรับมือกับวิกฤต ก่อนหน้านี้กระทรวงศึกษาธิการจึงต้องออกมาตรการประหยัดพลังงานภายในโรงเรียน 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อเสนอให้กลับไปเรียนออนไลน์เพื่อตัดวงจรค่าเดินทาง แต่ทางกระทรวงฯ ยังคงยืนกรานให้เรียนในชั้นเรียนที่โรงเรียนต่อไป เพื่อป้องกันปัญหาความเหลื่อมล้ำจากความไม่พร้อมด้านอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์

โดยเน้นการบริหารจัดการที่รัดกุมแทน เพื่อให้การศึกษาคุณภาพยังคงดำเนินต่อไปได้โดยไม่สร้างภาระทางการเงินจนเกินขีดจำกัดของทั้งนักเรียนและบุคลากร / abscbn