หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า “ประตูน้ำ” หนึ่งในย่านที่รถติดสาหัสที่สุดของกทม. เคยเป็น “ตลาดสด” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นย่านการค้าสำคัญเหมือนในปัจจุบัน
ชื่อของประตูน้ำมาจาก “ประตูระบายน้ำ” ที่สร้างขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เพื่อทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำในคลองแสนแสบและคลองบางกะปิ
ในยุคนั้น คลองคือเส้นทางหลักในการคมนาคมของไทย ประตูน้ำจึงเป็นย่านที่เกิดการรวมตัวของชุมชนและการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า
ก่อนจะเป็นดงเสื้อผ้า ประตูน้ำเคยมี “ตลาดเฉลิมลาภ” เป็นหนึ่งในตลาดขายของสดใหญ่ที่สุดในกทม.
จุดที่เริ่มเปลี่ยนไปคือ พ่อค้าแม่ค้าเห้นว่าการขายเสื้อผ้ามีกำไรดีกว่าของสด และของเน่าเสียยากกว่า จึงเริ่มเปลี่ยนแผงขายผักผลไม้เป็นราวแขวนผ้า
ต่อมาก็เริ่มมีแลนด์มาร์คสำคัญอย่าง “ตึกใบหยก” และห้างอื่นๆ ทำให้ย่านประตูน้ำเริ่มขยายตัว ดึงดูดพ่อค้าต่างชาติให้เข้ามาเหมาเสื้อผ้าจากไทยออกสู่ตลาดโลก
ประตูน้ำจึงเปลี่ยนเป็นแหล่งรวมเสื้อผ้า เป็นแหล่งกระจายสินค้าส่งทั่วประเทศไทยและต่างประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
หากมองถึงความสำคัญของประตูน้ำในด้านเศรษฐกิจ จะพบว่ามีบทบาทสำคัญอยู่ 3 อย่าง รวมกันอยู่ในย่านเดียวกัน
บทบาทแรกคือ เป็น “ศูนย์กลางค้าส่ง”
ประตูน้ำเป็นพื้นที่ที่รวมทุกขั้นตอนของอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นไว้ในที่เดียว
ร้านขายผ้าดิบ ผ้าตัดเย็บ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และค้าส่ง รวมอยู่ในย่านนี้หมด
มีร้านค้าอยู่รวมกันหลายพันร้าน เป็นแหล่งค้าส่งแฟชั่นหลัก มีพ่อค้าแม่ค้าจากต่างชาติ เช่น อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เข้ามาซื้อของจากประตูน้ำไปขายต่อในประเทศของตน
หรือหากมีเสื้อผ้าดาราคนไหนใส่แล้วเป็นกระแสในโซเชียลวันนี้ โรงงานในประตูน้ำสามารถแกะแบบและผลิตออกมาแขวนหน้าร้านได้ภายในไม่กี่วัน
ยิ่งทำให้พ่อค้าแม่ค้าทั้งไทยและต่างประเทศต้องมาถึงประตูน้ำเพื่อรับซื้อของใหม่ที่สุดไปขายต่อ
บทบาทต่อมาคือเป็น “แหล่งท่องเที่ยว”
จากชื่อเสียงเรื่องแฟชั่นและค้าส่ง ทำให้ย่านประตูน้ำกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปในตัว
อาจจะไม่ได้สวยงามหรือดูหรูหราเหมือนสยาม ไม่ได้ทันสมัยเหมือนทองหล่อ แต่ได้ประสบการณ์การหาซื้อของแฟชั่นในราคาประหยัด และได้ใช้ศิลปะในการต่อรองราคากับพ่อค้าแม่ค้า
มีห้างที่เป็นที่รู้จักอยู่หลายแห่งรวมตัวในย่านเดียวกัน เช่น แพลทินัม แฟชั่นมอลล์, ฟีนิกซ์ (อดีตเป็นพันธุ์ทิพย์), ชิบูญ่า และอินทราสแควร์
หรือเดินไปอีกหน่อยก็ถึงห้างใหญ่อย่างเซ็นทรัลเวิลด์
ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของประตูน้ำ ยังทำให้ย่านนี้มีอีกบทบาทหนึ่งของ “จุดเชื่อมต่อ” ไปสู่ย่านอื่นที่เป็นย่านธุรกิจหรือย่านที่มีความสำคัญ
ประตูน้ำสามารถเชื่อมต่อกับราชประสงค์ ไปสู่เซ็นทรัลเวิลด์ สยาม ชิดลม หรือย่านเพลินจิตก็ได้
จะไปทางราชปรารภไปถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ ก็ได้
หรือจะมุ่งหน้าต่อไปถนนเพชรบุรี ออกไปถึงย่านอโศกและพระราม 9 ก็ได้เหมือนกัน
การจราจรของแยกประตูน้ำจึงติดอยู่ใน 5 อันดับแยกที่มีสถิติรถติดหนักที่สุดของกทม.
ส่วนอันดับ 1-4 เป็นของแยกอโศก-เพชรบุรี ห้าแยกลาดพร้าว แยกพระราม 9 และแยกสาทร-สุรศักดิ์
ล่าสุด มีการปิดใช้งาน “สะพานข้ามแยกประตูน้ำ” เพื่อการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ไปถึงเดือน ก.พ. 2570
แน่นอนว่าการปิดใช้งานสะพานข้ามแยกจะยิ่งทำให้การจราจรย่านประตูน้ำ ทั้งจากถนนเพชรบุรี และราชดำริ ต้องเผชิญกับรถติดแสนสาหัสยิ่งกว่าเดิม
แต่ลองคิดดูว่า เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ สะพานกลับมาเปิดได้ตามปกติ และรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ฝั่งตะวันตก) เริ่มเปิดให้บริการ ประตูน้ำจะเป็นอย่างไร
เพราะนี่คือย่านที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ ทั้งเป็นศูนย์กลางการค้าส่ง เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นจุดเชื่อมต่อไปถึงย่านอื่นที่มีความสำคัญ
การอดทนกับรถติดเป็นเวลา 10 เดือนต่อจากนี้ไป อาจเป็นการรอคอยที่คุ้มค่าก็ได้
