ตลอดช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในธุรกิจที่ได้ชื่อว่ามั่นคงที่สุดของญี่ปุ่น คือ ร้านทำผม เพราะไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร “ผม” ของคนเราก็ยังคงยาวขึ้นทุกวันและต้องการการดูแล แต่ปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง 

เมื่อปี 2024 มีร้านทำผมในญี่ปุ่นที่ต้องปิดกิจการ 215 แห่ง ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สูงมากแล้ว แต่ต่อมาในปี 2025 จำนวนร้านที่ไปต่อไม่ไหวเพิ่มมาเป็น 235 แห่ง 

สถานการณ์นี้ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระยะในการอยู่รอดทางธุรกิจโดยเฉลี่ยของแต่ละร้านอีกด้วย โดยเมื่อปี 2024 ระยะในการอยู่รอดทางธุรกิจโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 14 ปี 1 เดือน แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 13 ปีเท่านั้น 

ยิ่งไปกว่านั้น หากสำรวจร้านที่ยังเปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน จะพบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 49% เป็นร้านที่มีอายุการดำเนินกิจการไม่ถึง 10 ปี ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าถ้าจะเปิดร้านทำผมในญี่ปุ่นยุคนี้อาจต้องคิดหนัก เพราะโอกาสที่จะอยู่รอดในระยะยาวมีน้อยลง 

สาเหตุที่สถานการณ์ธุรกิจร้านทำผมญี่ปุ่นในปัจจุบันดูเลวร้ายกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 ทั้งที่ตอนนั้นมีการล็อกดาวน์ คำตอบอยู่ในกลไกการช่วยเหลือของภาครัฐ 

ในช่วงปี 2021 ที่มีการแพร่ระบาดรุนแรง ร้านทำผมกลับล้มละลายน้อยมาก โดยมีเพียง 68 แห่งเท่านั้น เพราะได้รับเงินอุดหนุนและเงินกู้ดอกเบี้ย 0% ของภาครัฐคอยอุ้มไว้ แต่เมื่อมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวสิ้นสุดลง ร้านเหล่านี้ต้องกลับมาเผชิญความจริงที่เจ็บปวด 

ดังนั้นสภาพในตอนนี้คล้ายคลึงกับวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่ผู้คนเริ่มมองหาวิธีประหยัดค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่ต่างออกไปในครั้งนี้คือ ต้นทุนแฝงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน 

ขณะที่ของสำคัญที่ทุกร้านต้องมีอย่างผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมก็ปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ร้านทำผมไม่สามารถลดราคาลงมาสู้เพื่อดึงดูดลูกค้าได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีกคือ การขาดแคลนช่างทำผม โดยร้านทำผมขนาดกลางและขนาดเล็กกำลังเจอปัญหาสมองไหล

เนื่องจากช่างทำผมเก่งๆ มักเลือกที่จะไปทำงานกับร้านเชนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงและสวัสดิการมั่นคงกว่า 

ดังนั้นร้านขนาดเล็กกว่าจึงเหลือเพียงทางเลือกเดียวคือการรับช่างจบใหม่จากโรงเรียนเสริมสวย และช่างทำผมกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ต่างมีความฝันที่จะมีร้านเป็นของตัวเอง ทำให้พวกเขาทำงานได้เพียงไม่นานก็ลาออกไปเปิดร้านตัวเองตามที่ตั้งใจไว้ 

นี่ทำให้เกิดอีกปัญหาหนึ่งตามมาคือ การอิ่มตัวของตลาด โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีร้านทำผมมากถึง 250,000 แห่ง ซึ่งมากกว่าทั้งสัญญาณไฟจราจรและร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศที่มีอยู่ประมาณ 210,000 จุด และ 55,000 แห่งตามลำดับ แต่จำนวนร้านที่อยู่รอดได้ในระยะยาวกลับลดลง 

วิกฤตร้านทำผมญี่ปุ่นไม่ใช่เพียงแค่ผลกระทบชั่วคราวจากภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยถึงโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ขยายตัวจนเกินขีดจำกัดมาเป็นเวลานาน และการแข่งขันที่สูงเกินไปจนเกินจุดสมดุล 

ซึ่งเมื่อมาผสมกับต้นทุนที่พุ่งสูงจากพิษเศรษฐกิจและการขาดแคลนบุคลากร จึงกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่จะคัดกรองให้เหลือเพียงผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอด 

ดังนั้นหากธุรกิจร้านทำผมญี่ปุ่นยังไม่ปรับตัว ร้านที่ไปต่อไม่ไหวก็จะทำลายสถิติใหม่ต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกับเส้นผมที่ร่วงโรยจนยากจะกู้คืนกลับมาให้ดกดำได้ดังเดิม 

ทั้งนี้วิกฤตร้านทำผมในญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ตอกย้ำว่า ปัจจุบันการทำธุรกิจในญี่ปุ่นยากลำบากกว่าในอดีตอย่างมาก

โดยก่อนหน้ามีรายงานว่า เมื่อปี 2025 บริษัทที่ต้องปิดกิจการทั่วประเทศมีมากถึง 10,300 แห่ง เพิ่มขึ้น 15.1% จากปี 2024 และเพิ่มมากสุดในรอบ 12 ปี/ japantoday