หลายคนอาจคิดว่าเขตที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในกรุงเทพฯ เป็นย่านใจกลางเมืองที่มีคนพลุกพล่านอย่างจตุจักร ห้วยขวาง หรือบางกะปิ

 

แต่ตัวเลขจริงเป็นเขตคลองสามวา และสายไหม เป็นสองเขตที่อยู่ติดกัน ตั้งอยู่โซนตะวันออกเฉียงเหนือของกทม. 

 

อันดับ 1 คลองสามวา 215,427 คน

อันดับ 2 สายไหม 212,912 คน

และเขตที่มีประชากรน้อยที่สุด คือ สัมพันธวงศ์ 18,329  คน

 

(อ้างอิงจากกระทรวงมหาดไทย ปี พ.ศ. 2568)

 

หากเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ว่าเขตคลองสามวาและสายไหมมีประชากรมากกว่าเขตน้อยที่สุดถึง 10 เท่าตัว

 

คลองสามวา และสายไหม เป็นสองเขตที่มีพื้นที่ติดกัน และมีประวัติความเป็นมาที่คล้ายกัน เหมือนเป็นเขต “คู่แฝด”

 

ทั้งสองเขตนี้จัดตั้งเป็นเขตพร้อมกันในวันที่ 21 พ.ย. 2540

 

คลองสามวา แยกตัวออกมาจากเขตมีนบุรี

 

สายไหม แยกตัวออกมาจากเขตบางเขน

 

เหตุผลเดียวกันทั้งคู่ คือประชากรในพื้นที่เดิมหนาแน่นจนรัฐต้องตั้งเป็นเขตใหม่เพื่อบริหารจัดการได้อย่างทั่วถึง

 

แม้จะมีที่มาและประวัติเหมือนกัน แต่ชะตากรรมของคลองสามวาและสายไหมต่างกันลิบลับ

 

สิ่งที่ทำให้สองเขตนี้เดินไปคนละทิศ คือ โครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับต่างกัน

 

สายไหมได้รับรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว (ส่วนต่อขยาย หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ซึ่งเชื่อมเข้าสู่ใจกลางเมืองได้โดยตรง

 

ทำให้ทำเลสายไหมได้รับอิทธิพลการขยายเมืองที่ขยับออกมาจากเขตบางเขนและหลักสี่

 

มีทั้งโครงการที่อยู่อาศัยจำนวนมากเกิดขึ้นอยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้า ราคาที่ดินและบ้านปรับตัวสูงขึ้น และมีธุรกิจค้าปลีกเข้ามาลงทุนมากขึ้น

 

แต่คลองสามวาต้องรอนานกว่าก่อนที่รถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) จะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ

 

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ สายไหมมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจมากกว่า มีทั้งโครงการที่อยู่อาศัย พื้นที่ธุรกิจการค้า และสถานประกอบการเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

 

ขณะที่คลองสามวายังเป็น “เมืองนอน” ขนาดยักษ์ที่คนออกไปทำงานข้างนอก แล้วกลับมานอนที่บ้าน

 

นอกจากนี้คลองสามวายังมีอีกปัญหา คือ มีประชากรจำนวนมาก แต่โครงสร้างพื้นฐานยังพัฒนาไม่ทัน

 

แต่โดยรวมแล้ว สองเขตนี้ยังมีจุดเด่นอยู่หลายด้าน และมีโอกาสที่จะพัฒนาได้อีกมาก

 

เริ่มตั้งแต่ “การเชื่อมต่อ” สู่พื้นที่อื่นๆ ในกทม. และจังหวัดใกล้เคียงด้วยถนนเส้นสำคัญอย่างวงแหวนรอบนอก และรามอินทรา

 

นอกจากนี้ยังมีทางด่วนที่ลากยาวตั้งแต่อาจณรงค์ (คลองเตย) ตรงมาถึงรามอินทรา และสุดปลายทางที่จตุโชติ

 

หากดูเพียงชื่ออาจเหมือนว่าไกล แต่ความจริงแล้วทางด่วนนี้สามารถใช้เชื่อมถึงย่านสำคัญใจกลางเมืองอย่างคลองเตย สุขุมวิท พัฒนาการ พระราม 9 และห้วยขวาง

 

ในอนาคตกำลังจะมีส่วนต่อขยาย จากจตุโชติ ยาวไปสุดที่ลำลูกกา (คลอง 9-10) คาดว่าเปิดให้บริการได้ในปี 2571

 

การเดินทางจากคลองสามวาและลำลูกกาก็จะสามารถตรงเข้าสู่ย่านสำคัญใจกลางเมืองได้ง่ายขึ้น

 

ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีโครงการที่อยู่อาศัยไปเปิดอยู่แถวสายไหมและคลองสามวาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการบ้านเดี่ยว

 

หนึ่งในนั้นคือย่าน “จตุโชติ” ที่มีโครงการจำนวนมากใช้ชื่อนี้ต่อท้าย และใช้จุดขายคือใกล้ทางด่วน เดินทางเข้าเมืองได้ง่าย

 

ขณะที่ “ราคาที่ดิน” ของคลองสามวาและสายไหมก็ยังไม่สูงมาก หากเทียบกับเขตใกล้เคียงอย่างลาดพร้าว บางเขน และหลักสี่

 

สาเหตุหลักเป็นเพราะสองเขตนี้ไม่ได้มีรถไฟฟ้าผ่านเข้าโดยตรง ทำให้ราคายังไม่ขยับแรงมาก

 

และที่สำคัญที่สุด คือ คลองสามวา และสายไหม มีประชากรรวมกันมากกว่า 4 แสนคน ซึ่งสองเขตนี้จะมีการสลับไปมาในการเป็นอันดับ 1 ของกทม.

 

แค่สองเขตนี้ของกทม. มีประชากรรวมกันแล้วเกือบเท่าจำนวนประชากรของภูเก็ตทั้งจังหวัด

 

ด้วยประชากรจำนวนมหาศาลขนาดนี้ สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “กำลังซื้อ” ที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่

 

ปัจจุบันในพื้นที่คลองสามวาและสายไหมมีธุรกิจค้าปลีกอยู่จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นแนวตลาด และคอมมูนิตี้มอลล์ ยังไม่มีห้างขนาดใหญ่

 

หากจะไปห้างใหญ่ต้องออกไปห้างใกล้เคียง เช่น เซ็นทรัลรามอินทรา ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต และแฟชั่นไอส์แลนด์

 

น่าสนใจว่า จะมีอะไรสามารถเข้ามาปลุกสองเขตนี้จากที่เป็นยักษ์หลับให้เป็นยักษ์ตื่นได้ 

 

เพราะคลองสามวาและสายไหมมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนเขตอื่นในกทม. คือมีจำนวนประชากรสูงสุด และเป็นกลุ่มคนที่อยู่และใช้ชีวิตในพื้นที่นี้จริงๆ