KAMU KAMU (คามุ คามุ) แบรนด์เครื่องดื่มชาสไตล์ญี่ปุ่นสัญชาติไทย เปิดแผนงานในวาระครบรอบ 15 ปี ปรับกลยุทธ์ยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัยเพื่อเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยมุ่งเน้นให้ “ชา” เป็นแกนหลักของการเติบโต พร้อมสานเป้าหมายผลักดันรายได้ให้ไปถึง 1,000 ล้านบาท และขยายสาขาให้ครบ 300 แห่ง ภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า

คุณทินกฤต สินทัตตโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางภาพรวมตลาดชาในประเทศไทยที่มีมูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท หากเจาะจงเฉพาะตลาดชานมไข่มุก จะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีแบรนด์คู่แข่งในตลาดประมาณ 45 แบรนด์ ทั้งแบรนด์ในประเทศและต่างประเทศ 

คามุ คามุ มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 10% ของตลาดชานมไข่มุก และจัดอยู่ในอันดับท็อป 5 ของแบรนด์ท้องถิ่นที่มียอดขายสูงสุด

นอกจากนี้ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายจะทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่บริษัทมองว่ากลุ่มเครื่องดื่มยังคงเป็น “Affordable Indulgence” หรือความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ 

บริษัทจึงต้องปรับตัวรับความท้าทายนี้ด้วยการวางตำแหน่งแบรนด์เป็น “Premium Mass” ซึ่งส่งผลให้ยอดใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ยขยับขึ้นจาก 70 บาท มาอยู่ที่ระดับ 80 บาท

เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้วางโครงสร้างรายได้โดยมีกลุ่มชานมไข่มุกเป็นเมนูหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสัดส่วน 60% ตามมาด้วยกลุ่มมัทฉะ 20% และกลุ่มเครื่องดื่มอื่น ๆ อีก 20% 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังประสบความสำเร็จจากการปรับกลยุทธ์รีแบรนด์ครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งดันให้ยอดขายสาขาเดิมเติบโตขึ้นถึง 24% โดยมีการใช้กลยุทธ์ Mascot Marketing ผ่านคาแรคเตอร์ “น้องคามุ แอนด์ เฟรนด์” (Kamu and friends) เพื่อสร้างสีสัน เจาะตลาดวัยรุ่น และต่อยอดเป็นสินค้าที่ระลึกเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม 

ตลอดจนการพัฒนาเมนูให้ตอบรับเทรนด์สุขภาพด้วยเมนูชาดอกไม้ ชาผลไม้ และชาไทยไม่ใส่สี รวมถึงการให้ลูกค้าปรับเลือกระดับความหวานได้ ซึ่งปัจจุบันลูกค้านิยมสั่งความหวานลดลงเหลือ 50% เป็นส่วนใหญ่

เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่าย บริษัทจะดำเนินการขยายสาขาให้ไปถึงเป้าหมาย 300 แห่งในอีก 3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีอยู่ 200 แห่ง ซึ่งแบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 150 แห่ง และสาขาแฟรนไชส์ 50 แห่ง 

บริษัทยังคงเน้นดำเนินการเปิดสาขาของตัวเองเป็นหลักเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง และมีแผนรักษาสัดส่วนสาขาแฟรนไชส์ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 50% ของจำนวนสาขาทั้งหมดในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อควบคุมคุณภาพและความมั่นคงของแบรนด์

โดยทิศทางหลังจากนี้จะไม่จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 80% แต่จะใช้กลยุทธ์รุกขยายเข้าสู่หัวเมืองหลักในต่างจังหวัดให้มากขึ้น โดยเน้นทำเลที่มีทราฟฟิกสูง เช่น มหาวิทยาลัย ศูนย์การแพทย์ และซูเปอร์สโตร์ สำหรับตลาดต่างประเทศ บริษัทมุ่งโฟกัสกลุ่มประเทศ CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam) เป็นหลัก โดยวางรายได้จากตลาดไทยและ CLMV จะคิดเป็นสัดส่วน 80-90% ของเป้าหมายรายได้พันล้านบาท

นอกจากนั้น ในปีที่ 15 นี้ บริษัทยังมีธุรกิจขยายใหม่อย่างการเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 3 หรือ 4 ของปีนี้ โดยจะมาพร้อมคอนเซปต์ “Spark Joy” เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ Gen Z ที่วางไว้ในสัดส่วน 50% ของฐานลูกค้าทั้งหมด การแตกแบรนด์ย่อยนี้มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันปัญหาความสับสนด้านภาพจำของผู้บริโภคต่อแบรนด์เดิม 

การสร้างความแข็งแรงผ่านการรักษาคุณภาพวัตถุดิบ อย่างการทำ “วาราบิโมจิ” แบบสดใหม่หน้าร้านทุกวัน และการออกสินค้าใหม่สม่ำเสมอทุก 2 เดือน 

ทั้งการที่บริษัทเป็นพันธมิตรร่วมทุนกับ OR หรือ บมจ. ปตท.น้ำมันและค้าปลีก ก็เข้ามาช่วยสนับสนุนการบริหารระบบหลังบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทมั่นใจว่าเป้ารายได้จะสามารถขยับไปแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ได้ตามแผนงานที่วางไว้ และยังไม่ได้รวมยอดขายที่จะเกิดขึ้นจากแบรนด์ใหม่

ทั้งนี้ บริษัท คามุ คามุ จำกัด มีผลประกอบการรายงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้าดังนี้ ในช่วง 3 ปีย้อนหลัง

2022 รายได้รวม 355 ล้านบาท กำไร 50 ล้านบาท

2023 รายได้รวม 409 ล้านบาท กำไร 37 ล้านบาท

2024 รายได้รวม 496 ล้านบาท กำไร 25 ล้านบาท

Marketeer FYI 

คามุ คามุ ก่อตั้งขึ้นในปี 2011 โดย คุณทินกฤต สินทัตตโสภณ และ คุณรณิดา สินทัตตโสภณ จากความชื่นชอบในวัฒนธรรมญี่ปุ่น และต้องการส่งมอบประสบการณ์ดื่มชาคุณภาพดี 

ชื่อแบรนด์คำว่า “คามุ” (Kamu) ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า “เคี้ยว” ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของท็อปปิ้งในร้าน สาขาแรกของแบรนด์เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2011 เป็นร้านเล็ก ๆ ขนาดเพียง 4 ตารางเมตร ตั้งอยู่ที่อาคาร Interchange อโศก 

ในขวบปีแรก แบรนด์เคยเผชิญกับอุปสรรคที่ลูกค้าเดินผ่านแล้วอ่านชื่อร้านผิดเป็น “ข้าวขาหมู” ก่อนที่บริษัทจะฝ่าฟันอุปสรรค พัฒนาสูตร และใช้จุดแข็งด้านคุณภาพจนสามารถครองใจผู้บริโภค ขยายสาขาได้มากกว่า 200 แห่ง และทำยอดขายได้ทะลุ 1 ล้านแก้วต่อเดือนในปัจจุบัน