ความเร่งรีบของสังคมเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรของหลายประเทศในปัจจุบัน ผู้คนจึงหันมาเลี้ยงสัตว์เพื่อคลายเหงาและแทนการมีลูกกันมากขึ้น ซึ่งหมาและแมวคือสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมสูสีกันมาโดยตลอด 

นี่จึงเกิดเป็นคำถามคลาสสิกในหมู่คนรักสัตว์ที่ว่า “คุณเป็นทีมสุนัขหรือทีมแมว?” สำหรับเอเชียตะวันออก ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชัดเจนแล้วว่าเป็นกลุ่มหลังที่เรียกตัวเองกันว่า “ทาสแมว” นั้นมีมากกว่า 

ข้อมูลจากไต้หวันระบุว่า ในปี 2025 เป็นปีที่ประชากรแมวเลี้ยงมีจำนวนแซงหน้าสุนัขเป็นครั้งแรก โดยพุ่งสูงถึง 1.7 ล้านตัว เพิ่มขึ้นเกือบ 33% ภายในเวลาเพียงสองปี เช่นเดียวกับจีนที่เทรนด์นี้เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ปี 2021 

ขณะที่ญี่ปุ่นไปไกลกว่านั้น เพราะจำนวนแมวแซงหน้าสุนัขไปตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ส่วนประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้อย่างมีนัยสำคัญคือเกาหลีใต้ 

ในอดีตชาวเกาหลีใต้เคยผูกโยงแมวเข้ากับโชคร้ายหรือวิญญาณชั่วร้าย ส่งผลให้การเลี้ยงแมวในบ้านมีน้อยมาก แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 

โดยนอกจากชาวเกาหลีใต้รุ่นใหม่จะมองข้ามเรื่องโชคร้ายตามความเชื่อโบราณแล้ว พวกเขายังไม่ได้มองว่า แมวเป็นสัตว์ที่แค่นำมาใช้ไล่หนูหรือเฝ้าบ้าน แต่มองว่าเป็นเพื่อนคลายเหงาได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

การหันมาเลี้ยงแมวกันมากขึ้นในเกาหลีใต้ อาจช่วยให้งบก้อนใหญ่ที่ฝ่ายปกครองต้องใช้แก้ปัญหาความเหงาในเกาหลีใต้ เช่นในกรณีของกรุงโซลนั้นลดลง 

ปัจจัยหลักที่ส่งเสริมให้แมวชนะใจคนเมืองในกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกคือ ความสะดวกและ ไลฟ์สไตล์ที่บีบคั้น เพราะสังคมในเอเชียตะวันออกขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมการทุ่มเทให้กับงาน แต่ที่สุดกลับกลายเป็นปัญหา 

ในญี่ปุ่นมีศัพท์เรียกการทำงานหนักเกินไปจนตายว่าคาโรชิ ส่วนที่จีนก็มีวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 

เมื่อผู้คนต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในออฟฟิศและอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์ที่มีพื้นที่จำกัด แมวจึงกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะพวกมันไม่ต้องการพื้นที่กว้างขวาง ไม่ส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน 

และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ต้องพาสองเท้าก้าวออกจากบ้านไปเดินเล่นทุกวันเหมือนหมา โดยแมวสามารถรอเจ้าของกลับบ้านอย่างสงบในพื้นที่ปิด ซึ่งตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนวัยทำงานที่เหนื่อยล้าเกินกว่าจะดูแลใครได้นอกจากตัวเอง 

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ปรากฏการณ์ทาสแมวที่เติบโตขนานไปกับวิกฤตประชากรในเอเชียตะวันออก

โดยในขณะที่อัตราการเกิดของประชากรลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องจนรัฐบาลหลายประเทศต้องกุมขมับ คนรุ่นใหม่กลับเลือกที่จะเทงบประมาณไปกับการดูแลสัตว์เลี้ยงแทนการมีลูก 

สถิติจากแพลตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่ในเกาหลีใต้ระบุว่า ในปี 2023 ยอดขายรถเข็นสัตว์เลี้ยงแซงหน้ารถเข็นเด็กเป็นครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่า “ลูกรักสี่ขา” ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันอาจให้ไม่ได้ 

ส่วนที่จีน ธุรกิจคาเฟ่แมวเติบโตอย่างมาก โดยมีอัตราเติบโตสูงถึง 200% ต่อปี และปัจจุบันมีคาเฟ่ประเภทนี้ทั่วประเทศมากถึง 4,000 แห่ง 

ขณะที่ญี่ปุ่นมีข้อมูลว่า เงินที่คนทั้งประเทศใช้ไปกับการดูแลแมวเมื่อปี 2025 สูงถึง 19,500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 633,000 ล้านบาท) ซึ่งมากกว่างบประมาณในการจัดโตเกียวโอลิมปิกเมื่อปี 2021 เสียอีก 

สัตว์เลี้ยงเหล่านี้ช่วยบรรเทาความโดดเดี่ยวในสังคมที่มีคนอาศัยอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น และป้องกันภาวะการแยกตัวออกจากสังคมหรือ “ฮิกิโกโมริ” ในญี่ปุ่นและประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก 

การหันมาเลี้ยงแมวมากขึ้นยังทำให้ตลาดสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง (Pet Economy) ในเอเชียกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และคาดกันว่ามูลค่าการตลาดนี้จะพุ่งทะลุหมื่นล้านดอลลาร์ในอนาคตอันใกล้ 

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนยินดีจ่ายเพื่อความสุขทางใจ แม้ภาพรวมทางสังคมอาจดูน่ากังวลในสายตานักวางแผนนโยบายรัฐที่ต้องการเพิ่มประชากรเด็กเกิดใหม่ 

แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงและภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้นการมีแมวสักตัวที่คอยต้อนรับอยู่ที่ประตูบ้านหลังเลิกงาน กลับเป็นความสุขที่จับต้องได้ และคุ้มกว่าในยุคสมัยแห่งความโดดเดี่ยวนี้ 

การก้าวขึ้นมาเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมของแมวในเอเชียตะวันออก ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความน่ารักหรือความสะดวกสบายในการเลี้ยงดูเท่านั้น 

แต่เป็นกระจกเงาที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ เมื่อมนุษย์ยุคใหม่ต้องปรับสมดุลระหว่างภาระงานที่หนักอึ้ง พื้นที่ส่วนตัวที่หดแคบลง และความโหยหาที่พึ่งทางใจ 

แม้รัฐบาลจะมองว่านี่คือสัญญาณอันตรายของโครงสร้างประชากร แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องต่อสู้ในโลกที่เต็มไปด้วยความกดดัน การมีเพื่อนตัวน้อยที่คอยมอบความรักแบบไร้เงื่อนไขอาจเป็นสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจให้ผ่านพ้นวันอันแสนเหนื่อยล้าไปได้ และนั่นอาจเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าตัวเลขทางสถิติใด ๆ ของรัฐบาล / cnn