สมรภูมิเครื่องดื่มชาชงเสิร์ฟในประเทศไทยปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งกันด้วย “รสชาติ” อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ได้ยกระดับสู่สงครามแห่งไลฟ์สไตล์ การสร้างแบรนดิ้ง และการชิงพื้นที่ในใจผู้บริโภค

เพราะลำพังแค่ชาอร่อยอย่างเดียวอาจไม่พอ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ต้องการประสบการณ์ที่แปลกใหม่ การมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น สตอรีของแบรนด์ที่เข้าถึงได้ และการเป็นพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนของผู้บริโภค

ท่ามกลางมูลค่าตลาดชาชงเสิร์ฟในไทยที่เตรียมทะยานแตะ 11,698 ล้านบาทในปี 2026 เฉพาะตลาดชานมไข่มุก 7,285 ล้านบาท การแข่งขันเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นหลายสัญชาติ ซึ่งทิศทางการดำเนินงาน สามารถแบ่งตามสัญชาติได้อย่างชัดเจน

แบรนด์ชาสัญชาติไทย รายได้ร้อยล้านถึงพันล้าน

ในสมรภูมิตลาดชาชงเสิร์ฟ 10,000 ล้านบาท

แบรนด์ชาสัญชาติไทย ปี ค.ศ. ที่ก่อตั้ง / เริ่มทำตลาด รายได้ ปี 2024 / ล้านบาท กำไร ปี 2024 / ล้านบาท
ชาตรามือ (บริษัท ชาไทย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด) 1945: ปีที่เริ่มใช้ชื่อ “ชาตรามือ” อย่างเป็นทางการ และเป็นตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนโลโก้ของแบรนด์ในปัจจุบันเพื่อตอกย้ำความเป็น Heritage Brand  3,506 60
KAMU KAMU (บริษัท คามุ คามุ จำกัด) 2011: เปิดสาขาแรกที่อาคารอินเตอร์เชนจ์ 21 ถือเป็นผู้บุกเบิกชานมพรีเมียมแมสในห้างสรรพสินค้ายุคแรก ๆ  496 25
BEARHOUSE (บริษัท 21 ซันแพสชั่น จำกัด) 2019: ก่อตั้งโดยคู่ยูทูบเบอร์ดัง ‘ซารต์ ปัทมพร’ เเละ ‘กานต์ อรรถกร’ เจ้าของช่อง “Bearhug” ชูจุดขาย “ไข่มุกโมจิทำสด”  420 4
Fuku Matcha (บริษัท มาย ฟุกุ มัทชะ จำกัด) 2012: เริ่มต้นทำตลาดโดยชูจุดเด่นเรื่องมัทฉะเข้มข้นและซอฟต์เสิร์ฟชาเขียว ซึ่งเป็นช่วงที่เทรนด์ชาเขียวญี่ปุ่นกำลังเริ่มได้รับความนิยมในไทย  360 18
Nose Tea (บริษัท โนส ที (ประเทศไทย) จำกัด) 2022: ต่อยอดธุรกิจมาจากแบรนด์สกินแคร์ และสร้างปรากฏการณ์ “ชาผลไม้ครีมชีสคิวแตก” จนกลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียลในปีต่อมา  298 30
GAGA (บริษัท กาก้า เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด) 2018: ก่อตั้งด้วยคอนเซปต์ “Attitude In A Cup” ฉีกกฎชานมแบบเดิม ๆ สู่ภาพลักษณ์ที่ดูแฟชั่นและจัดจ้านขึ้น ปัจจุบันมี ไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนล เข้าถือหุ้นใหญ่ 296 22
KARUN (บริษัท การัน เบฟเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด) 2019: เริ่มต้นบุกตลาดด้วยการขาย “ชาไทยบรรจุขวด” ก่อนที่จะขยายมาสู่การเปิดหน้าร้านเต็มรูปแบบ

 

154 3
NOBI CHA (บริษัท โนบิชา กรุ๊ป จำกัด) 2018: ใช้เวลาเพียงปีกว่า ๆ ในการขยายแฟรนไชส์ทะลุ 800 สาขาทั่วประเทศ สร้างปรากฏการณ์ชา 19 บาทที่สะเทือนตลาดในขณะนั้น  147 22
Fire Tiger (บริษัท รวยสบายสบาย จำกัด) 2018: ต่อยอดมาจากร้าน SEOULCIAL CLUB สยามสแควร์ ซอย 3 และกลายเป็นไวรัลทันทีด้วยเมนูชานมเสือพ่นไฟบราวน์ชูการ์  122 6
ปี ค.ศ. มูลค่าตลาดชาชงเสิร์ฟในไทย / ล้านบาท เฉพาะตลาดชานมไข่มุก / ล้านบาท เซกเมนต์ชานมไข่มุก แบ่งตามราคาขายต่อแก้ว
2025 9,620 5,991 พรีเมียม: 75 บาทขึ้นไป
2026 11,698 7,285 มีเดียม: 40 บาทขึ้นไป
2027 13,776 8,579 แมส: ต่ำกว่า 40 บาท
Marketeer FYI: ปัจจุบันตลาดชาชงเสิร์ฟในไทยมีอยู่ราว 45 แบรนด์ เป็นแบรนด์ไทยราว 26 แบรนด์ แบรนด์จีนราว 10 แบรนด์ แบรนด์ไต้หวันราว 9 แบรนด์ และแบรนด์ข้ามชาติที่ยังคงทยอยเข้ามาเปิดสาขากันอย่างต่อเนื่อง
ที่มา: Marketeer รวบรวม รายได้และกำไร อ้างอิงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มูลค่าตลาดชา อ้างอิง Statista, Mobility Foresights / พฤษภาคม 2026

กลุ่มแบรนด์สัญชาติไทย ยังคงรักษาฐานลูกค้าและชิงพื้นที่ในใจผู้บริโภค โดยเลือกที่จะไม่ลงไปแข่งขันในสงครามราคา แต่หันมาสู้ด้วยการนำเสนอคุณค่า รสนิยม และประสบการณ์ที่แตกต่าง ผ่านการเล่าเรื่องราวของวัตถุดิบ การออกแบบร้านให้เป็นพื้นที่สวยงามสำหรับการถ่ายภาพลงโซเชียล และการสร้างสรรค์เมนูที่เป็นนวัตกรรมใหม่

ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด ต่างเดินหน้าปรับตัวและงัดกลยุทธ์เฉพาะตัวเพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดกันอย่างต่อเนื่อง

ชาตรามือ ยังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาดในภาพรวมด้วยยอดขายระดับพันล้านบาท อาศัยความแข็งแกร่งจากการเป็นแบรนด์ระดับตำนานที่อยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ปี 1945 และเดินหน้าขยายฐานลูกค้าต่อเนื่องจากการแตกแบรนด์ใหม่ ‘CTM (ซีทีเอ็ม)’ เพื่อเจาะตลาดชาไทยแบบสเปเชียลตี้ ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมดื่มชาพรีเมียมมากขึ้นและนำเสนอเครื่องดื่มที่ร่วมสมัยยิ่งขึ้น

GAGA (กาก้า) แม้จะต้องเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือด แต่ก็ยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญที่โดดเด่นด้วยภาพลักษณ์แบรนด์ที่จัดจ้านภายใต้คอนเซปต์ “Attitude In A Cup” เน้นฉีกกฎชานมแบบเดิม ๆ สู่ภาพลักษณ์แฟชั่น ทั้งบริษัทกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อยกระดับแบรนด์และสเกลอัปสู่ตลาดต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนของผู้ร่วมทุนรายใหญ่อย่าง ไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนล

BEARHOUSE (แบร์เฮาส์) ยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่เติบโตโดยอาศัยกลยุทธ์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่จากการเป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งโดยยูทูบเบอร์ดัง ‘ซารต์ ปัทมพร’ เเละ ‘กานต์ อรรถกร’ เจ้าของช่อง “Bearhug” ด้วยจุดแข็งที่เข้าใจอินไซต์ Gen Z (11-26 ปี) พร้อมชูจุดขายที่แตกต่างอย่าง “ไข่มุกโมจิทำสด” และเน้นการควบคุมคุณภาพสินค้าจากครัวกลางให้ได้มาตรฐาน

Nose Tea (โนส ที) มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดจากการสร้างปรากฏการณ์ “ชาผลไม้ครีมชีสคิวแตก” ซึ่งสะท้อนการปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ชอบความแปลกใหม่ โดยอาศัยการสร้างแบรนด์ด้วยกลยุทธ์ FOMO Marketing และการปั้นเทรนด์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok จนกลายเป็นไวรัลบนโซเชียล

KAMU KAMU (คามุ คามุ) เดินหน้าครองส่วนแบ่งตลาดด้วยการยึดทำเลยุทธศาสตร์ที่มีทราฟฟิกสูงอย่างศูนย์การค้าและสถานีรถไฟฟ้า โดยเน้นความเป็นชานมพรีเมียมแมส และมีการปรับตัวด้วยการพัฒนาเมนูทางเลือก เช่น เมนูชาผลไม้ เพื่อตอบรับเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรง

Fuku Matcha (ฟุกุ มัทฉะ) ยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่เติบโตโดยอาศัยกลยุทธ์เจาะกลุ่มคนรักมัทฉะในราคาที่เอื้อมถึง ซึ่งสะท้อนการปรับตัวเข้ากับเทรนด์ความนิยมชาเขียวญี่ปุ่นในไทย โดยเน้นจุดขายมัทฉะเข้มข้นและซอฟต์เสิร์ฟ ควบคู่ไปกับการจัดโปรโมชันส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อหน้าร้าน

NOBI CHA (โนบิ ชา) แม้จะเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันในตลาดแมส แต่ก็ยังคงรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ด้วยโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทะลุ 800 สาขา โดยอาศัยกลยุทธ์การตั้งราคาที่เข้าถึงง่าย ปัจจุบันเริ่มต้น 25 บาท ซึ่งสามารถตอบโจทย์และเจาะกลุ่มเป้าหมายนักเรียนรวมถึงผู้บริโภคที่ต้องการความคุ้มค่าสูง

Fire Tiger (ไฟเออร์ ไทเกอร์) มีการเติบโตจากการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่หน้าร้านที่ให้ลูกค้ามุดรับเครื่องดื่มจากปากเสือ ซึ่งสะท้อนความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชอบการถ่ายภาพลงโซเชียล ทั้งยังสามารถต่อยอดกระแสความนิยมชานมเสือพ่นไฟบราวน์ชูการ์ ไปสู่การขยายแฟรนไชส์ในตลาดต่างประเทศได้สำเร็จ

KARUN (การัน) เดินหน้ายกระดับตลาดชาไทยด้วยการวางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็นชาไทยพรีเมียม ผ่านการออกแบบแพ็กเกจจิ้งที่ดูมีระดับจนสามารถเป็นของขวัญของฝากได้ ควบคู่ไปกับการขยายสาขาในรูปแบบแฟลกชิปสโตร์ในห้างหรู และคีออสที่สวยงาม เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และรสนิยม

กลุ่มแบรนด์สัญชาติจีน เข้ามาเป็นผู้ท้าชิงที่เปลี่ยนโครงสร้างราคาและรูปแบบการแข่งขันของตลาดไทยอย่างสิ้นเชิง โดยอาศัยความแข็งแกร่งด้านระบบซัพพลายเชนและโมเดลธุรกิจที่ผ่านการสเกลระดับหมื่นสาขา อย่างเช่น MIXUE (มี่เสวี่ย) ที่รักษาตำแหน่งผู้นำด้านราคาและการขยายสาขาแบบปูพรม ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมและการตั้งราคาที่เข้าถึงง่าย โดยอาศัยความได้เปรียบจากการมีโรงงานและระบบโลจิสติกส์ของตัวเอง ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ต่ำ ควบคู่ไปกับการใช้มาสคอต Snow King ซึ่งยังสร้างปริมาณฐานลูกค้ากลุ่มแมสและวัยรุ่นให้เติบโตไปได้ในตัว

CHAGEE (ชาจี) แม้จะต้องเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือด แต่ก็ยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญที่เน้นความหรูหราเหนือระดับและคุณภาพบริการ โดยเฉพาะการออกแบบร้านที่สวยงามในสไตล์ตะวันออกร่วมสมัย และกลยุทธ์การตลาดแบบกล่องสุ่มที่สร้างกระแสอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริษัทยังเดินหน้าเจาะพื้นที่ทำเลทองที่มีศักยภาพสูง ภายใต้การสนับสนุนของผู้ร่วมทุนรายใหญ่ในไทยอย่างกลุ่มเครือสหพัฒน์

ขณะที่ CHAPANDA (ชาแพนด้า) และ WEDRINK (วีดริ้งก์) ยังคงเป็นผู้เล่นที่เติบโตโดยอาศัยกลยุทธ์ที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว โดย CHAPANDA เน้นชูจุดขายชาผลไม้สดและโมเดลแฟรนไชส์เพื่อครองฐานลูกค้าวัยทำงาน ส่วน WEDRINK ท้าชนด้วยโปรโมชันและราคาที่แข่งขันได้ พร้อมเพิ่มเมนูกาแฟเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดในทำเลเดียวกัน

Taning (ถาหนิง) และ NaiSnow (นายสโนว์) มีการเติบโตจากการปรับตัวเข้ากับความต้องการประสบการณ์เฉพาะกลุ่ม โดย Taning เน้นโชว์การทำชามะนาวสไตล์กวางตุ้งหน้าร้านเพื่อดึงดูดความสนใจ ขณะที่ NaiSnow เชื่อมโยงกับโมเดล “Tea + Bakery” ผ่านสาขาแฟลกชิปสโตร์ขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนการปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมลูกค้าที่ต้องการเสพไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม

กลุ่มแบรนด์สัญชาติไต้หวัน ในฐานะต้นตำรับผู้บุกเบิก ยังคงรักษาตำแหน่งความเชื่อมั่นในภาพรวมด้วยมาตรฐานและคุณภาพที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน แม้ต้องเผชิญกับสงครามราคา แต่ก็เลือกที่จะงัดกลยุทธ์การรักษาคุณภาพและมอบประสบการณ์เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม

KOI Thé (โคอิ เตะ) แม้จะเผชิญความท้าทายด้านราคาจากคู่แข่งหน้าใหม่ แต่ก็ยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญที่เน้นความพรีเมียมและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการรักษามาตรฐาน “ไข่มุกสีทอง” และการไม่ขายแฟรนไชส์เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพระดับเดียวกันทุกสาขา ควบคู่ไปกับการยึดทำเลพรีเมียมในห้างสรรพสินค้า

Dakasi (ดาคาซี่) เดินหน้าปรับตัวเข้ากับตลาดและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง โดยหันมาเน้นยอดขายผ่านช่องทางเดลิเวอรี และขยายสาขาไปยังปั๊มน้ำมันหรือชานเมืองเพื่อลดต้นทุนค่าเช่า พร้อมชูจุดขายด้านความคุ้มค่าเพื่อให้ยังสามารถเติบโตและแข่งขันได้

ขณะที่ TP TEA (ทีพี ที) และ CHICHA San Chen (ชิชา ซานเชน) ยังคงเป็นผู้เล่นที่เติบโตโดยอาศัยกลยุทธ์ความคราฟต์แบบสเปเชียลตี้ โดย TP TEA ชูประวัติศาสตร์การเป็นแบรนด์ลูกของ Chun Shui Tang (ชุนฉุ่ยถัง) แบรนด์ที่คิดค้นชานมไข่มุกแก้วแรก ส่วน CHICHA San Chen เน้นเจาะฐานลูกค้าระดับบนผ่านประสบการณ์ Boutique Tea Room และโชว์เครื่องชงสกัดชาหน้าร้าน

CoCo Fresh Tea & Juice (โคโค่ เฟรช ที แอนด์ จูซ) มีการเติบโตจากการเชื่อมโยงกับระบบสมาชิกลูกค้า และการนำเสนอเมนูที่หลากหลาย ซึ่งสะท้อนการปรับตัวเพื่อรักษาความภักดีของลูกค้า โดยอาศัยความแข็งแกร่งของระบบซัพพลายเชนระดับโลกมาช่วยรองรับการเติบโตในทำเลที่มีทราฟฟิกสูง