หากเคยคิดว่าบนชั้นวางเครื่องดื่ม จะไม่มีอะไรมาเบียดหรือแทนที่ “น้ำเปล่าขวดละ 7 บาท” ได้ วันนี้อาจต้องคิดใหม่แล้ว

เพราะตอนนี้กำลังมีเครื่องดื่มหน้าใหม่ที่ใช้ชื่อเรียกว่า “น้ำด่าง” (Alkaline Water)

หรือนิยามง่ายๆ คือ น้ำดื่มที่มีค่า pH มากกว่า 7.5 ขึ้นไป (มีความเป็นด่าง)

ปัจจุบันกำลังมีคำนี้ปรากฏอยู่หลายแบรนด์มากขึ้นเรื่อยๆ

ที่มาที่ไปของน้ำประเภทนี้ เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมาพักใหญ่แล้วในหลายตลาดของเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน

อย่างในญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการดื่มน้ำด่างมานานแล้ว และญี่ปุ่นก็เป็นผู้ผลิตเครื่องทำน้ำด่างด้วย

แต่สำหรับประเทศไทย กระแสน้ำด่างเพิ่งจะเริ่มได้รับความสนใจเมื่อช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

จากจุดเริ่มต้นที่เจาะเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพ และคนที่ชอบออกกำลังกายเป็นหลัก

วันนี้น้ำด่างเริ่มขยายวงกว้าง ขยับฐานเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปได้มากขึ้น

เพราะเกิดจากการที่มีการทำตลาด ส่งเสริมการรับรู้ในวงกว้าง ทำให้คนทั่วไปได้รู้จักน้ำด่าง และรู้ว่าแตกต่างจากน้ำเปล่าธรรมดาอย่างไร

พอคนได้ลองแล้ว ก็รู้สึกว่าแปลกใหม่ มีกลิ่นและรสชาติ ต่างจากน้ำเปล่าแบบเดิมๆ ทำให้หันมาดื่มน้ำด่างกันมากขึ้น

แม้ว่าน้ำด่างอาจจะมีกลิ่น หรือรสสัมผัสที่แตกต่างกันไปบ้าง ตามแต่ละแบรนด์

แบรนด์ที่รุกตลาดนี้เร็วและหนักที่สุดในตอนนี้คือ “อิชิตัน”

ของอิชิตันวางตัวเป็น “น้ำด่าง + วิตามิน” และมี “เทคโนโลยีการผลิตคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น”

เห็นได้จากยอดขายน้ำด่างของอิชิตันในไตรมาส 1 ของปีนี้เติบโตสูงถึง 229% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

229% เป็นตัวเลขที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยในตลาดอาหารและเครื่องดื่ม

ตัวเลขนี้เกิดขึ้นได้เพราะอิชิตันตัดสินใจเข้ามาทำตลาดนี้อย่างจริงจังก่อนแบรนด์อื่น 

ทั้งในเรื่องการกระจายสินค้า การสื่อสาร และการทำให้ชื่อน้ำด่างอิชิตันกลายเป็นชื่อที่คนนึกถึงเป็นอันดับแรก

ผลคือวันนี้อิชิตันขึ้นนำไปก่อนหลายช่วงตัวแล้ว

แต่ตลาดนี้ไม่ได้มีแค่อิชิตัน

“ยันฮี” แบรนด์ที่เด่นเรื่องน้ำดื่มผสมวิตามิน ก็กำลังขยับเข้ามาเล่นในตลาดน้ำด่างด้วยเช่นกัน

วางตัวเป็น “น้ำด่าง + วิตามิน” เช่นกัน

แบรนด์นี้อาศัยจุดแข็งของแบรนด์เดิมที่โดดเด่นและคนจดจำได้ดีในเรื่องน้ำวิตามิน มาต่อยอดขยายฐานสู่ตลาดน้ำด่าง

อีกรายที่น่าสนใจคือ “ออลสปริง” ของบริษัท ยูไนเต็ดฟูดส์

แบรนด์นี้เลือกไม่ขายตัวเองเป็น “น้ำด่าง” ตรงๆ แต่ทำเป็น “น้ำแร่ที่มีความเป็นด่าง” ซึ่งเป็นการวางตัวเองที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ “ราคา” 

เพราะตั้งใจทำออกมาให้เข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคนทุกกลุ่มในราคาที่เท่ากับ “น้ำเปล่า”

แม้วันนี้แบรนด์ออลสปริงอาจยังไม่ได้แมสเท่าสองแบรนด์แรก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การวางราคาเท่าน้ำเปล่าอาจทำให้คนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นี้ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ยังมีน้ำดื่มและน้ำแร่บางแบรนด์เริ่มสื่อสารว่าเป็น “ด่างอ่อนๆ” โดยไม่ได้ทำเป็นผลิตภัณฑ์น้ำด่างโดยตรง

เป็นการบ่งบอกว่า เทรนด์เรื่องความด่างในน้ำกำลังเป็นสิ่งที่คนสนใจมากขึ้น 

ในภาพรวม ตลาดน้ำด่างถือเป็นสมรภูมิใหม่ที่น่าสนใจมาก

เพราะตลาดนี้ยังใหม่ และยังไม่เติบโตเต็มที่

แต่ถ้าใครขยับได้เร็วกว่า ทำให้คนติดได้เร็วกว่า ก็จะได้เปรียบในด้านส่วนแบ่งตลาด

โจทย์สำคัญจึงขึ้นอยู่กับว่า แต่ละแบรนด์จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคยอมเปลี่ยนใจ จากที่เคยเลือก “น้ำเปล่า” มาหยิบ “น้ำด่าง”

และจะทำอย่างไรให้คนเลือกดื่มน้ำด่างได้ในระยะยาว