“คนเป็นหนี้ 900 ล้าน จะมองโลกในแง่ดียังไงไหวคะ”

Marketeer ถาม ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ตรง ๆ ระหว่างบทสนทนา เมื่อพูดถึงวันที่ชีวิตเคยล้มหนักที่สุด

ดร.วรวัฒน์หัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า “โอกาสมีครับ โอกาสมันมีสำหรับทุกคน อย่าเพิ่งท้อ เราต้องมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน”

ย้อนชีวิตกลับไปในวัย 48 ปี เด็กหนุ่มลูกชาวสวนมะพร้าวเคยคิดการใหญ่อยากรวยเร็ว อยากเป็นเถ้าแก่พันล้าน แต่การไปลงทุนในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด เลยได้หนี้ 900 กว่าล้านมาแทน

แทนที่จะยอมแพ้ เขาค่อย ๆ ประคองธุรกิจ ฟื้นตัว และเรียนรู้ใหม่ทั้งหมดว่า “ความสำเร็จ” ไม่ได้เกิดจากการโตเร็วเสมอไป

โดยกลับมาเริ่มต้นใหม่กับสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด นั่นคือเรื่อง “มะพร้าว” ก่อนพา ไทย โคโคนัท เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2566 ขณะอายุ 63 ปี

วันนี้เขาคือเจ้าของอาณาจักรผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวไทยรายใหญ่ระดับโลก

ในปี 2568 มีรายได้ 6,726.80 ล้านบาทโดยรายได้กว่า 90% ยังมาจากตลาดต่างประเทศ ขณะที่รายได้จากแบรนด์ของตัวเองประมาณ 7-8%

คราวนี้เขากล้าวางเป้าหมายอีกครั้งที่หมื่นล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้า ด้วยความมั่นใจอีกครั้ง

เขาย้ำว่า “บทเรียนในวันที่ผิดยังอยู่ในหัวผมตลอด”

เรื่องราวของ ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว จึงเป็นอีกหนึ่ง Case Study ที่น่าสนใจของคนทำธุรกิจ ว่าคนคนหนึ่งจะผ่านวันที่ล้มจนแทบหมดตัว ลุกมาตั้งเป้าหมายใหม่หมื่นล้านบาทได้อย่างไร

จากลูกชาวสวน สู่เจ้าของโรงงานร้อยล้าน

วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว เติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร พ่อทำไร่อ้อย แม่ทำสวนมะพร้าว ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากความร่ำรวย แต่เริ่มจากความอยาก “มีธุรกิจของตัวเอง” หลังเรียนจบวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขาเคยเป็นพนักงาน QC โรงงานไอศกรีม ก่อนตัดสินใจกู้เงินพ่อตา 3 แสนบาท ตั้งโรงงานน้ำกะทิเล็ก ๆ หลังบ้าน

จากโรงงานเล็ก ๆ ค่อย ๆ เติบโตเป็นธุรกิจ OEM ผลิตกะทิและน้ำมะพร้าว ส่งให้แบรนด์ต่าง ๆ จนสร้างยอดขายหลายร้อยล้านบาทต่อปีได้สำเร็จในวัย 40 ปี แต่เมื่อเริ่มประสบความสำเร็จ เขาก็เริ่มใช้ชีวิตแบบหลงตัวเอง ขับเบนซ์ เที่ยวกลางคืน และเริ่มคิดการใหญ่อยากเป็น “เถ้าแก่พันล้าน” และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของมรสุมชีวิตครั้งใหญ่

เป้าหมายเถ้าแก่พันล้าน ต้องกลายเป็นหนี้เกือบพันล้าน

ในวันที่ธุรกิจกะทิกำลังไปได้ดี เขาตัดสินใจกู้เงินกว่า 900 ล้านบาท ขยายไปทำโรงงานน้ำสับปะรด เพราะคิดว่าเป็นธุรกิจแปรรูปเหมือนกัน แต่สุดท้ายกลับล้มไม่เป็นท่า โรงงานต้องปิดตัวภายใน 3 ปี ทิ้งไว้เพียงหนี้มหาศาลที่ลากยาวจนชีวิตเกือบพังทั้งครอบครัว

“ตอนนั้นผมอาจยังเด็ก แล้วก็มีความโลภ อยากได้ตัวเลขเยอะ ๆ อยากไปถึงพันล้านเร็ว ๆ”

หลังผ่านวิกฤตครั้งนั้น เขากลับมาทบทวนตัวเองใหม่ทั้งหมด และค้นพบว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ ไม่ใช่การวิ่งตามทุกโอกาส แต่คือการทำในสิ่งที่ “รัก” และ “ถนัดจริง ๆ”

สุดท้าย เขาจึงกลับมาตั้งหลักกับการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว สิ่งที่ตัวเองเข้าใจดีที่สุด และค่อย ๆ พาธุรกิจกลับมายืนได้อีกครั้ง

บทเรียนสำคัญอีกอย่างคือ จากเดิมไม่ใส่ใจเรื่องบัญชีการเงินเลย ก็กลับมาเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างจริงจัง ดูต้นทุนแทบทุกเม็ด เพื่อการประหยัดให้มากที่สุด

สิ่งหนึ่งที่อยากฝากถึงคนรุ่นใหม่ คืออย่าเพิ่งหมดกำลังใจเวลาเจอความล้มเหลว เพราะในความเป็นจริง คนที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก ล้วนเคยผ่านช่วงเวลาที่ล้มมาก่อนแทบทั้งนั้น

“ถ้าเราไปอ่านประวัติคนสำเร็จจริง ๆ เขาล้มเหลวกันมาทั้งนั้น แต่สิ่งที่แตกต่าง คือเขาลุกขึ้นมาได้เร็ว เขายังมีกำลังใจ และพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ”

เขามองว่า ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่เป็น “ครู” ที่สำคัญของชีวิต และถ้าเรียนรู้จากมันได้ สุดท้ายคนเราก็สามารถกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

เมื่อถูกถามว่าใช้ใครเป็นต้นแบบในการทำธุรกิจ เขายอมรับว่า ในยุคนั้นอาจไม่ได้มีโมเดลธุรกิจไทยให้ศึกษาเหมือนทุกวันนี้ แต่หนึ่งในหนังสือที่มีอิทธิพลต่อวิธีคิดของเขาคือ  “Good to Great หนังสือธุรกิจคลาสสิกที่พูดถึงการเปลี่ยน ‘บริษัทที่ดี’ ให้กลายเป็น ‘บริษัทที่ยิ่งใหญ่’ ผ่านวินัย การรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองเก่งจริง และการทำสิ่งนั้นอย่างต่อเนื่อง”

อีกครั้งกับเป้าหมายหมื่นล้านบาท

ก่อนหน้านี้ ดร.วรวัฒน์เคยให้สัมภาษณ์สื่อว่า ปี 2569 รายได้จะถึงหมื่นล้านบาทแน่นอน แต่วันนี้เขายอมรับว่าด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เป็นใจ คงทำไม่ได้แน่นอน

แต่เขามองว่า ในอีก 3 ปี เป้าหมายนี้ไม่น่าพลาด

ด้วยกลยุทธ์ในการเพิ่มรายได้จากการกลับมาสร้างแบรนด์เองบุกตลาดในไทยเป็นครั้งแรก หลังจากเคยเอาแบรนด์ไทย โคโคนัท ไปขายต่างประเทศมานานถึง 12 ปี

การมีโรงงานแห่งใหม่ในฟิลิปปินส์ถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของบริษัท เพราะต้นทุนมะพร้าวต่ำกว่าไทยเกือบครึ่ง และจะช่วยให้บริษัทบริหารต้นทุนและกำไรได้สม่ำเสมอมากขึ้น รวมถึงลดความเสี่ยงจากการพึ่งโรงงานในไทยเพียงแห่งเดียว

“อาหารสัตว์เลี้ยง” ภายใต้บริษัท ไทย ออซัม ถูกวางให้เป็น New S-Curve ใหม่ของบริษัท และเตรียม Spin-off ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง “ไทย ออซัม” เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปีหน้า

ปีนี้เป็นการตั้งฐาน ทั้งโรงงานฟิลิปปินส์และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ก่อนเข้าสู่ช่วง “เก็บเกี่ยว” ในปีหน้า

ส่วนความเสี่ยงด้านพลังงานกระทบน้อย เพราะโรงงานใช้ “กะลาปาล์ม” เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันเตา ทำให้ต้นทุนเพิ่มเพียงเล็กน้อย และยังได้ Carbon Credit

แม้ธุรกิจจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง เขากลับบอกว่า สิ่งที่ต้องระวังที่สุด คือ “อย่าลงทุนเกินตัว”

“บทเรียนจากวันนั้นยังอยู่ในหัวตลอด เราต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง ต้องมีออเดอร์จริง ต้องโตแบบไม่ประมาท ไม่ใช่ลุยหมดหน้าตัก”

เขามองว่า ความท้าทายของโลกธุรกิจวันนี้ แตกต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนมาก เพราะโลกเต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน”

ยุคนี้เราต้องปรับตัวให้ไว ทั้งเรื่องสินค้า การผลิต และการดูเทรนด์ตลาด ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วมาก”

เมื่อถูกถามว่า หากต้องสรุปบทเรียนชีวิตการทำงานตลอดกว่า 60 ปี   เรื่องสำคัญที่สุด คืออะไร เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า

“ต้องมีสติ อย่าโลภ อย่าโกรธ อย่าหลง”

เขาหัวเราะก่อนพูดต่อว่า ฟังเหมือนพระเทศน์ แต่จริง ๆ แล้วมันคือบทเรียนที่เขาเจอกับตัวเองมาแล้วทั้งหมด

“ความโลภทำให้เราลงทุนเกินตัว ความโกรธทำให้เราไปแข่งขันกับคนอื่นโดยไม่จำเป็น ส่วนความหลง คือการคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด”

เพราะสำหรับเขาแล้ว ความสำเร็จอาจไม่ได้วัดจากยอดขายหมื่นล้านเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงการ “ล้มแล้วกลับมายืนได้อีกครั้ง” มากกว่า