ถนนศรีนครินทร์วันนี้คือหนึ่งในเส้นทางที่เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออก
มีรถไฟฟ้าสายสีเหลืองวิ่งผ่าน มีคอนโดมิเนียมและหมู่บ้านจัดสรรเรียงรายสองข้างทาง โรงพยาบาล โรงเรียน และร้านอาหาร ทุกอย่างครบ
แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว หรือในช่วงปี พ.ศ. 2537 ภาพของทำเลนี้คือ “ชานเมือง” ที่แทบจะไม่มีอะไรเลย
จุดเริ่มต้นที่พลิกโฉมพื้นที่นี้ให้เจริญรุ่งเรือง ไม่ใช่โครงการสร้างรถไฟฟ้าหรือโปรเจกต์ระดับชาติจากภาครัฐ
แต่กลับเป็น “ศูนย์การค้า” ขนาดยักษ์ 2 แห่งที่เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาเดียวกัน และกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดทุกอย่างเข้ามา
“ซีคอนสแควร์” เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2537 พัฒนาโดยกลุ่มทุนใหญ่อย่างตระกูลซอโสตถิกุล และพันธมิตร
ความน่าตื่นเต้นในตอนเปิดตัวคือ การก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” ในยุคนั้น
เทียบให้เห็นภาพคือ ถ้าเดินจากสุดห้างฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง มีระยะทางประมาณ 500 เมตร ถ้าไปกลับครบรอบก็เป็น 1 กิโลเมตร
พื้นที่ค้าปลีกรวมกว่า 500,000 ตารางเมตร เทียบได้เป็นประมาณ “เซ็นทรัล เวสต์เกต” ที่ตั้งอยู่ในอ.บางใหญ่ นนทบุรี
ห่างออกไป 300 เมตร มีอีกห้างหนึ่งที่เริ่มเปิดในปี 2537 เช่นกัน แต่ชื่อแรกคือ “เสรีเซ็นเตอร์”
แม้จะไม่ได้มีสเกลที่ใหญ่เท่าซีคอนสแควร์ แต่ก็มีความชัดเจนในตัวเอง
เสรีเซ็นเตอร์ เริ่มต้นจากการจับกลุ่มคนรักบ้าน ก่อนจะปรับตัวมาเป็นศูนย์รวมสินค้าไอที
ต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น “พาราไดซ์ พาร์ค” ในปี 2553 เมื่อกลุ่มเอ็ม บี เค และสยามพิวรรธน์ เข้ามาซื้อกิจการ เพื่อต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมในย่านนั้น
สองห้างนี้มีความสำคัญกับถนนศรีนครินทร์และคนที่อยู่โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก
ในยุคแรกๆ ถนนศรีนครินทร์เป็นเพียงทางโล่งที่เพิ่งขยายออกมาใหม่ ลากยาวจากบางกะปิ ไปสุดที่จังหวัดสมุทรปราการ
สองข้างทางยังคงเป็น “ทุ่งชานเมือง”
การมีห้างใหญ่อยู่ถึงสองแห่งจึงเปรียบเหมือนเป็นแลนด์มาร์คสำคัญแห่งแรกๆ ของถนนศรีนครินทร์
ซีคอนสแควร์ กลายเป็นห้างที่มีทุกอย่างรวมอยู่ในที่เดียว
ทั้งศูนย์อาหาร ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ ลานกว้างที่ปั้นเป็นพื้นที่จัดอีเวนต์สุดคึกคัก
และที่ขาดไม่ได้คือ “โยโย่แลนด์” สวนสนุกในร่มที่อยู่คู่กับห้างมาตั้งแต่วันแรก
ทำให้ห้างนี้สามารถจับกลุ่มลูกค้าได้ทุกเพศทุกวัย และทุกครอบครัว
ขณะที่พาราไดซ์ พาร์ค วางกลุ่มเป้าหมายต่างกันไป
เน้นจับแบบเฉพาะกลุ่ม คนมีกำลังซื้อสูง ต้องการบรรยากาศที่แตกต่างออกไป
ทั้งคู่เติมเต็มกัน ทำให้ย่านศรีนครินทร์กลายเป็นทำเลที่ตอบโจทย์คนได้หลายกลุ่มในคราวเดียว
ทั้งสองห้างจึงมีบทบาทเหมือนเปิดทำเลให้ย่านนี้มีความน่าสนใจตั้งแต่ยังไม่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน
กลายเป็น “ศูนย์กลาง” ของคนฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออก ดึงคนได้ตั้งแต่คนที่อยู่โซนบางกะปิ พัฒนาการ อ่อนนุช ประเวศ บางนา ลากยาวไปจนถึงคนที่อยู่โซนลาดกระบัง
เมื่อนึกถึงที่นัดพบปะเพื่อนฝูง พักผ่อนกับครอบครัว จับจ่ายใช้สอย หรือทำกิจกรรมต่างๆ ห้างตรงศรีนครินทร์จะขึ้นมาเป็นตัวเลือกแรกเสมอ
เวลาต่อมาก็มีสิ่งต่างๆ ตามมาในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ
เกิดการขยายตัวของชุมชนขนาดใหญ่ มีหมู่บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม เพื่อรองรับคนที่ย้ายออกมาอยู่อาศัยย่านนี้มากขึ้น
บนถนนศรีนครินทร์ยังมีห้างอย่าง “ธัญญาพาร์ค” ตั้งอยู่อีกแห่งในเส้นเดียวกัน
หากขยับออกไปอีกหน่อยก็มี “เซ็นทรัล บางนา” และ “เมกา บางนา” หรือทางฝั่งลาดกระบังก็มี “โรบินสัน ไลฟ์สไตล์” มาเปิดใหม่
จนกระทั่งปี 2566 รถไฟฟ้าสายสีเหลืองเปิดให้บริการเชื่อมต่อจากลาดพร้าวมาถึงถนนศรีนครินทร์
ทุกวันนี้ ซีคอนสแควร์ และพาราไดซ์ พาร์ค ก็ยังคงเป็นแลนด์มาร์คสำคัญสำหรับคนในพื้นที่เหมือนเดิม
ปีที่แล้ว ซีคอนสแควร์ ประกาศทุ่มงบลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงห้างครั้งใหญ่
งบครึ่งหนึ่งจะใช้กับการพัฒนาพื้นที่โซนใหม่ที่ชื่อว่า “MyScape” เพื่อมาแทนที่ “โรบินสัน” ที่หมดสัญญาเช่าไป
ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะใช้ปรับปรุงพื้นที่ส่วนต่างๆ ภายในศูนย์การค้าให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
ขณะที่พาราไดซ์พาร์ค ก็เดินหน้าปั้นห้างเป็น Health & Wellness Hub
มีการเพิ่มสัดส่วนร้านค้าเพื่อเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ เช่น ร้านอาหารเน้นสุขภาพ ร้านจำหน่ายของออร์แกนิกส์ รวมถึงคลินิกและศูนย์สุขภาพระดับพรีเมียม ให้อยู่ในห้างเดียว
หากมองย้อนกลับไป ซีคอนสแควร์ และพาราไดซ์ พาร์ค ถือเป็นยุคบุกเบิกที่มาเปิดความเจริญให้ถนนศรีนครินทร์
ตั้งแต่วันที่สองข้างทางยังเป็นแค่ทุ่งชานเมือง ไม่มีความคึกคัก ไม่มีรถไฟฟ้า
ก่อนจะเป็นยุคที่เมืองขยายออกมาโซนตะวันออกของกทม. มีผู้คนย้ายมาอยู่ และมีสิ่งอื่นๆ เกิดขึ้นใหม่มากมาย
แต่บทบาทของทั้งสองห้างก็ยังไม่เปลี่ยนไป ยังคงเป็นแลนด์มาร์คสำคัญสำหรับคนที่อยู่ถนนศรีนครินทร์และพื้นที่ใกล้เคียงเหมือนเดิม
