ถ้าพูดถึง “ฉะเชิงเทรา” หลายคนอาจนึกถึง “วัดหลวงพ่อโสธร” สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้คนเดินทางมาไหว้ขอพรเรื่องการงานและการเงินตลอดทั้งปี

หรือบางคนก็อาจนึกถึง “ชิฟฟ่อนปูกะเอ” ของฝากชื่อดังที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของจังหวัดไปแล้ว

แต่ในความเป็นจริง จังหวัดที่ดูเหมือนเป็นเส้นทางผ่านก่อนไปชลบุรีและระยอง เป็นจังหวัดที่ดูเรียบง่ายแห่งนี้ กลับซ่อนศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าที่คิด

ก่อนอื่น ขอพาไปไขข้อข้องใจกันก่อนว่า ชื่อจังหวัดนี้มีที่มาอย่างไร?

คำว่า “ฉะเชิงเทรา” มีข้อสันนิษฐานกันว่าเพี้ยนมาจากภาษาเขมรคำว่า “สตึงเตรงเซา” หรือ “ฉทึงเทรา” ที่แปลว่า คลองลึก

คลองลึกที่ว่านี้ก็คือ “แม่น้ำบางปะกง” ที่เป็นสายหลักของจังหวัด

ในขณะที่ชื่อเล่นอย่าง “แปดริ้ว” ที่คนติดปากเรียกกันมาจนถึงทุกวันนี้ ก็มีเล่าขานกันหลายข้อสันนิษฐาน

ข้อหลักคือเป็นเพราะแม่น้ำบางปะกงมีความอุดมสมบูรณ์ และมีปลาช่อนใหญ่มาก จนสามารถแล่เนื้อปลาได้ถึง 8 ริ้ว

หากกางแผนที่ดู จะพบว่าฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เป็นแนวยาว และมีความเป็นทำเลทองอยู่ทีเดียว

ทิศตะวันตกติดกรุงเทพฯ ฝั่งลาดกระบังและหนองจอก รวมถึงสมุทรปราการ และปทุมธานี (ช่วงสั้นๆ)

ทิศเหนือติดนครนายก และทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดปราจีนบุรี 

ทิศตะวันออกลงลึกไปถึงสระแก้วและจันทบุรี ส่วนทิศใต้ติดชลบุรี

ฉะเชิงเทราจึงอยู่ในตำแหน่งเชื่อมต่อได้ 3 ภาค

จากกรุงเทพฯ และภาคกลาง เข้าได้หลายเส้น ทั้งมอเตอร์เวย์บางนา-ตราด (ฝั่งบางนา) ถนนสุวินทวงศ์ (ฝั่งมีนบุรี) และถนนหลวงแพ่ง (ฝั่งลาดกระบัง)

จากฉะเชิงเทราจะไปชลบุรี ระยอง หรือจังหวัดอื่นในภาคตะวันออกก็ได้ 

หรือจะข้ามผ่านปราจีนบุรีขึ้นไปนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ได้เช่นกัน

ตัวที่ตั้งทำให้ฉะเชิงเทราเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของไทย

ในด้านเศรษฐกิจ ฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่มีทั้ง “เกษตรกรรม” และ “อุตสาหกรรม” รวมกันในที่เดียว

ภาคเกษตรกรรมมีสินค้าหลักคือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา มะม่วง และมะพร้าว

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็เป็น 1 ใน 3 จังหวัด EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) ร่วมกับชลบุรี และระยอง

เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น “เวลโกรว์” และ “เกต์เวย์ซิตี้” ซึ่งสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างงานให้กับคนในจังหวัดได้

ด้านการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและธรรมชาติ

แต่สิ่งที่คนรู้จักมากที่สุด และสร้างเม็ดเงินสะพัดที่สุด ต้องยกให้ “การท่องเที่ยวเชิงศรัทธา”

ดาวเด่นคือวัดโสธรวรารามวรวิหาร หรือวัดหลวงพ่อโสธร ที่มีคนเชื่อเรื่องการงานและการเงิน เกิดเป็นการแก้บนด้วย “ไข่ต้ม”

บางคนก็แก้บนด้วยไข่ต้มหลักสิบฟอง มีไปถึงหลักพันหรือหมื่นฟอง จนเกิดเป็นร้านขายไข่ต้มแก้บนหลายรายอยู่บริเวณใกล้วัด

เป็นตัวอย่างของ “เศรษฐกิจมูเตลู” ที่จับต้องได้และชัดเจน สามารถดึงดูดเม็ดเงินให้เข้าสู่พื้นที่ได้ตลอดทั้งปี

จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทำให้ฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่คนรวยที่สุดอันดับ 4 ของไทย วัดจากรายได้ต่อหัว หรือ GPP Per Capita

รายได้ต่อหัวของฉะเชิงเทราอยู่ที่ 457,059 บาท/คน/ปี

เป็นรองเพียงระยอง (956,135 บาท/คน/ปี) กรุงเทพฯ (697,529 บาท/คน/ปี) และชลบุรี  (601,977 บาท/คน/ปี)

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ชื่อจะไม่ดังเท่าจังหวัดท่องเที่ยวชายทะเล แต่ฉะเชิงเทรามีกำลังทางเศรษฐกิจจริงๆ ทั้งจากภาคเกษตรกรรมที่มีฐานแข็งแกร่ง ภาคอุตสาหกรรมในเขต EEC และภาคบริการที่ผูกอยู่กับศรัทธาและการท่องเที่ยว

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวแล้ว ในปีที่ผ่านมายังมีปรากฏการณ์ไวรัลระดับประเทศเกิดขึ้นที่ฉะเชิงเทรา

เป็นเรื่องราวของ “หมอนทองวิทยา” โรงเรียนมัธยมจากอำเภอบางน้ำเปรี้ยว

ทีมฟุตบอลของโรงเรียนนี้สร้างเรื่องราวเรียกเสียงฮือฮาด้วยการทะลุไปถึงรอบชิงชนะเลิศ “แชมป์กีฬา 7 สี” หนึ่งในรายการดังของวงการบอลนักเรียน

จากโรงเรียนที่หลายคนไม่เคยรู้จัก กลายเป็นทีมที่มีคนจำนวนมากส่งแรงเชียร์ สร้างเป็นตำนาน “รถขนฝัน”

ถึงขั้นเกิดปรากฏการณ์ “สนามศุภแตก” ในรอบชิงชนะเลิศ เหมือนภาพจำของฟุตบอลไทยสมัยที่คนดูล้นสนามเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว กลับมาเกิดขึ้นใหม่ในยุคนี้ด้วยเรื่องราวของทีมโรงเรียน

แม้จะจบด้วยความพ่ายแพ้ในนัดชิง แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่สามารถจุดกระแสให้คนกลับมาสนใจวงการบอลนักเรียนของไทย

และสำหรับอนาคตของ “ฉะเชิงเทรา” ยังมีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ

เพราะจังหวัดนี้ตั้งอยู่บนแนวเส้นทางโครงการเมกะโปรเจคอย่าง “รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)

“ฉะเชิงเทรา” จึงนับว่าเป็นจังหวัดเพชรเม็ดงามแห่งภาคตะวันออก ที่น่าจับตามองในทุกมิติอย่างแท้จริง