เมื่อไม่นานมานี้ ตำรวจเวียดนามได้บุกทลายโกดังไม่มีป้ายชื่อ 2 แห่งในแถบชานเมืองโฮจิมินห์ และต้องตะลึงเมื่อพบรองเท้าแตะละเมิดลิขสิทธิ์แบรนด์ดัง
ทั้ง ไนกี้ อดิดาส ครอคส์ และกุชชี่ กองมหึมากว่า 23,000 คู่ คิดเป็นมูลค่า 76,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2 ล้านบาท)
ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของ การกวาดล้างของปลอมและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ท่ามกลางรายงานว่าเป็นครั้งใหญ่ที่สุดของเวียดนาม เพื่อหวังลบชื่อเสียงการเป็น “เมืองหลวงแห่งของปลอม” หลังจากถูกนานาชาติกดดันอย่างหนัก

ที่ผ่านมา เวียดนามมักจะจัดฉากบุกจับร้านค้าของก๊อปตามเทศกาลเพื่อให้ดูมีผลงาน แต่สุดท้ายทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิม
ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป เพราะเป็นปฏิบัติการที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจ
เมื่อไม่นานมานี้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ประกาศให้เวียดนามเป็น ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ในฐานะประเทศที่มีสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากสุดในโลก
ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี และทำให้ชื่อเสียงของประเทศต้องเสื่อมเสีย โดยหากไม่เร่งแก้ไขอาจถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าตามด้วยมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ
ดังนั้นรัฐบาลเวียดนามจึงไม่มีทางเลือก นำมาสู่การลุยปราบสินค้าปลอมแบบเต็มสูบ เพื่อเพิ่มสถิติจับกุมให้ได้อย่างน้อย 20%
โดยพุ่งเป้าไปที่ตลาดใหญ่ของสินค้าปลอมและของทำเลียนแบบแบรนด์ดัง ๆ อย่าง ตลาดเบนถัน และไซ่ง่อนสแควร์
ทว่ายังต้องติดตามต่อว่า จะจริงจังแค่ไหน มีการติดตามผล และดำเนินการต่อไปอีกนานแค่ไหน
สื่อตะวันตกรายงานว่า แม้ตำรวจจะบุกยึดของและปรับเงินพ่อค้าแม่ค้าไปยอดทะลุหลักแสนบาท แต่คนในพื้นที่กลับไม่ได้ตื่นตระหนก
แม่ค้าเสื้อผ้าคนหนึ่งในตลาดศูนย์กลางของปลอมของเวียดนามเผยว่า ปกติก่อนตำรวจจะมา จะมีคนเป่านกหวีดส่งสัญญาณเตือนกันล่วงหน้า ดังนั้นทุกร้านก็เก็บทัน และไม่มีการเข้าไปค้นหลังร้านเพิ่ม
ขณะที่สายป่านของธุรกิจนี้หยั่งรากลึกมาก และยังเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านที่เป็นยักษ์เอเชียและต้นทางสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้ อย่างจีนอีกด้วย
เวียดนามมีพรมแดนติดกับจีนซึ่งเป็นโรงงานผลิตรายใหญ่ ประกอบกับโรงงานในเวียดนามเองก็รับจ้างผลิตให้แบรนด์หรูระดับโลกอยู่แล้ว
นี่ทำให้แรงงานท้องถิ่นมีทั้งทักษะและวัตถุดิบชั้นดีในการป้อนเข้าสู่ตลาดมืด จนกลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงที่ตัดอย่างไรก็ไม่ขาด

การกวาดล้างครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมต่อคนในประเทศอย่างมาก ทว่าความคิดเห็นต่อปฏิบัติการดังกล่าวก็แตกออกเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายที่เห็นด้วยเห็นว่า ถ้าจริงจังและต่อเนื่องจะดีกับแบรนด์ในประเทศ โดยดีไซเนอร์เสื้อผ้าชาวเวียดนามมองว่า ตลาดของก๊อปทำให้ระบบค้าปลีกของประเทศกลายเป็นเหมือนเรื่องตลกร้าย
เนื่องจากแม้ลูกค้ายินดีจ่ายเงิน 75 ดอลลาร์ (ประมาณเกือบ 3,000 บาท) ซื้อชุดเดรสทำเลียนแบบสินค้าแบรนด์เนม แต่กลับต่อราคาเสื้อผ้าที่เธอออกแบบเองทั้งที่ใช้ผ้าคุณภาพดี
จนส่งผลให้ช่างฝีมือดี ๆ ในเวียดนามจำนวนมากต้องทิ้งอาชีพเย็บผ้าแถบชนบทเพื่อเข้ามาทำงานในโรงงานผลิตของปลอม
ดังนั้นการล้างบางครั้งนี้จึงถือเป็นการสร้างฐานและช่วยให้ดีไซเนอร์และแบรนด์แฟชั่นเวียดนามเติบโตได้
ส่วนฝ่ายที่คัดค้านเห็นว่า รัฐบาลไม่ได้มองความจริงทางเศรษฐกิจ ควรแสดงความจริงจังให้เห็นมากกว่านี้ ต้องมีมาตรการทางเศรษฐกิจและปรับทัศนคติผู้คนในประเทศควบคู่กันไป
เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่ประชากร 60% ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม และมีรายได้เฉลี่ยเพียงเดือนละ 240 ดอลลาร์ (ประมาณ 8,000 บาท) ดังนั้นสินค้าแบรนด์เนมของแท้คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง
นักวิชาการด้านพฤติกรรมผู้บริโภคชี้ว่า คนกลุ่มนี้รู้ดีว่าซื้อของปลอม แต่ในเมื่อมันตอบโจทย์งบประมาณและทำให้พวกเขามีความสุข “แล้วทำไมจะซื้อไม่ได้?”
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มคนซื้อของปลอมกับกลุ่มลูกค้าของแท้เป็นคนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง แบรนด์หรูจึงแทบไม่ได้สูญเสียรายได้จริง ๆ จากตลาดนี้
ทั้งนี้มีการวิเคราะห์ว่า รัฐบาลเวียดนามอาจไม่มีทางกำจัดตลาดของก๊อปให้หมดไปได้แบบ 100% เพราะตราบใดที่ ความต้องการของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวยังสูงลิ่ว พ่อค้าแม่ค้าก็พร้อมจะหาทางหนีทีไล่เสมอ
เช่น การดัดแปลงดีไซน์เล็กน้อย หรือเปลี่ยนชื่อแบรนด์จาก Nike เป็น Mike เพื่อเลี่ยงกฎหมายแต่ยังคงกลิ่นอายเดิมไว้ สุดท้ายแล้ว ตลาดมืดแห่งนี้ก็จะวิวัฒนาการตัวเองเพื่อความอยู่รอดต่อไปอยู่ดี
ดังนั้น จึงต้องติดตามต่อในระยะยาวว่า รัฐบาลเวียดนาม จะจริงจังแค่ไหนกับการล้างภาพ ศูนย์กลางสินค้าปลอม
ส่วนถ้าถัดจากนี้เงียบไป และสินค้าปลอมยังมีอยู่ ก็อาจมองได้ว่า เป็นเพียงการเอาใจรัฐบาลสหรัฐฯ และเลี่ยงไม่ให้ถูกมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ เท่านั้น / bbc
