ในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงศรีได้แต่งตั้ง ผู้หญิงคนหนึ่ง “ชญาน์ธิป พันธุ์มณี” ขึ้นมาเป็นประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์
ซึ่งสำหรับธนาคารกรุงศรีที่เป็นบริษัทอันดับหนึ่งสำหรับสินเชื่อยานยนต์ การที่ใครสักคนจะขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ ต้อง “ไม่ธรรมดา”
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ชื่อของ ชญาน์ธิป พันธุ์มณี แทบไม่เคยโผล่ในสื่อที่ไหนเลย
Marketeer จึงได้นัดสัมภาษณ์พิเศษกับเธอ ถึงประวัติความเป็นมาก่อนที่จะมาถึงจุดนี้
สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกคือแปลกใจ คือประวัติที่ “ธรรมดา” ของเธอ
เธอเป็นเหมือนพนักงานธรรมดาคนหนึ่งที่อยู่บริษัทมานานกว่า 23 ปี ที่ค่อยๆ ไต่เต้ามาเรื่อยๆ
แม้เธอจะเรียนจบนอก แต่สำหรับบริษัทชั้นนำขนาดนี้ เด็กจบนอกหาได้เป็นเรื่องปกติ
แล้วอะไรคือความพิเศษของเธอ อะไรคือสิ่งที่เธอต่างจากคนอื่น อะไรคือสิ่งที่สามารถทำให้ตัวเธอขึ้นมาถึงจุดนี้ได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในวัยเด็ก เธอเป็นคนที่ชอบอ่านการ์ตูน ชอบอ่านนิยาย เราเลยขอให้ชญาน์ธิปเล่าชีวิตของเธอกับธนาคารกรุงศรีแบบแบ่งออกไปเป็นบทๆ
และนี่คือเรื่องราว 4 บทในชีวิตของ ชญาน์ธิป พันธุ์มณี ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
บทที่หนึ่ง
ชญาน์ธิปเริ่มต้นชีวิตการทำงานกับกรุงศรีในช่วงที่ประเทศพึ่งผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งไปไม่นาน
โดยเริ่มต้นกับบริษัท GE Capital Auto Lease (ที่ภายหลังเปลี่ยนโครงสร้างมาเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารกรุงศรี)
เธอเริ่มต้นการทำงานในแผนกด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ดูแลธุรกิจสินเชื่อฝั่งรถยนต์ 4 ล้อ
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว วิชา Risk management ยังไม่มีสอนในบทเรียน ยังเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่แม้แต่ในวงการการเงินไทย
การทำงานจึงเป็นแบบ “Learning by doing” หรือ “ทำไป เรียนไป”
แต่ที่โชคดีคือบริษัทที่เธอทำคือมีบริษัทแม่จากสหรัฐอเมริกาทำให้เธอได้เรียนรู้ผ่านหัวหน้างานที่มีความรู้ด้านนี้
การทำงานในสายงานด้านความเสี่ยงของชญาน์ธิปในช่วงแรก ก็เหมือนพนักงานความเสี่ยงทั่วไป
มีหน้าที่เป็นคนบอกว่า
“อะไรทำไม่ได้ อะไรทำได้”
“อะไรที่มีความเสี่ยงเกิน ไปห้ามทำ”
เป็นเหมือนกับคนที่เหยียบเบรกอยู่ตลอดเวลา เป็นคนที่ดึงทีมหน้าบ้านที่กำลังวิ่งทำยอดขายไม่ให้เกิดความเสี่ยงมากเกินไป
แต่สิ่งที่ชญาน์ธิปมองต่างออกไปคือ ถ้าจะเป็นคนที่แค่พูดว่า “ทำไม่ได้” ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่บริษัทต้องจ้างเธอ และการรู้แค่เรื่องของตัวเองจะไม่สามารถช่วยคนอื่นหาทางออกได้
ในช่วง 3 ปีแรก เธอจึงลงไปเรียนรู้ทุกรายละเอียดของธุรกิจ และต่อให้เธอทำงานกับตัวเลขเป็นหลัก สิ่งที่เธออยากรู้ “ไม่ใช่แค่ตัวเลข”
เช่น ลูกค้าในแต่ละจังหวัดมีพฤติกรรมแบบไหน, ถ้าอนุมัตสินเชื่อช้าแค่ครึ่งชั่วโมงจะส่งผลแบบไหน
ซึ่งสิ่งนี้กลายมาเป็นรากฐานให้กับเธอในชีวิตบทที่สอง
บทที่สอง
ถ้าบทแรกคือการเรียน บทนี้คือการเอาความรู้มาลงมือทำ
ชญาน์ธิปเริ่มจากการตั้งเป้าหมาย “จะทำอย่างไรให้งานออกมาดีและตอบโจทย์ทีมหน้าบ้าน ให้สามารถทำยอดขายได้ตามที่ต้องการ”
เธอจึงเริ่มลงพื้นที่ไปตามสาขาต่างๆ เพื่อคลุกคลีและพูดคุยกับพนักงานหน้าสาขา ทำความเข้าใจว่าพวกเขาทำงานอย่างไร เจออะไรบ้าง และต้องการให้ช่วยยังไงบ้าง
สิ่งหนึ่งที่เธอเจอคือ ลูกค้าที่มากู้ มักเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีเอกสารรายได้
ถ้าหากเป็นทีมความเสี่ยงทั่วไป การตอบว่า “ไม่มีเอกสาร ก็ไม่ต้องให้กู้ เพราะมันเสี่ยง” คงจะเป็นคำตอบที่ง่ายกว่ามาก
แต่เธอเลือกที่จะหาคำตอบว่า “แล้วต้องทำยังไง คนเหล่านี้ถึงจะกู้ได้”
เธอเลยเริ่มการทำระบบประเมินรายได้สำหรับลูกค้ากลุ่มที่มักไม่มีเอกสาร เช่น กลุ่มเกษตรที่ทำนาข้าว สวนผลไม้ หรือสวนยาง
เธอลงไปศึกษาว่าคนกลุ่มนี้ทำนารอบหนึ่งได้ข้าวกี่ถัง ถังละเท่าไหร่ ถ้ามีนา 1 ไร่ จะได้เงินต่อรอบเท่าไหร่ และทำเป็นระบบขึ้นมา แล้วปรับเปลี่ยนให้เป็นเกณฑ์กับฝ่ายหน้าบ้าน ใช้ในการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อ
สิ่งนี้เป็นอะไรที่ใหม่มากในยุค 10 กว่าปีที่แล้ว และทำให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้นมาก
ชญาน์ธิปมองว่า หน้าที่ของทีมความเสี่ยง ไม่ใช่การเบรกคนอื่น แต่ต้องใช้ความรู้ที่มี ไปช่วยหาทางออก และออกแบบโปรแกรมให้ทีมหน้าบ้านสามารถเติบโตและป้องกันความเสี่ยงได้พร้อมกัน
“เงินเดือนที่หล่อเลี้ยงพนักงานทุกคน ล้วนมาจากยอดขายที่ทีมเซลล์ออกไปหามาให้” เธอกล่าว
ด้วยความคิดแบบนี้ ทำให้ผู้บริหารท่านหนึ่งที่เกษียณไปแล้วเอ่ยปากนิยามเธอว่าไม่ใช่คนจากทีม Risk แต่เป็น “หนึ่งในคนของทีมหน้าบ้าน ที่มาช่วยดูแลเรื่องความเสี่ยง”
นอกจากนี้น้องๆ ในทีมมันจะจำว่าเธอเป็นเหมือนกับ “นักแก้ปัญหา ที่ต้องหาทางออกให้ได้เสอม”
บทที่สาม
ด้วยผลงานและความสามารถ ทำให้วันหนึ่งเธอได้เลื่อนขั้นไปเป็น กรรมการผู้จัดการดูแลธุรกิจฝั่งสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์
การย้ายตำแหน่งในครั้งนั้น เป็นเหมือนการพลิกบทบาทของเธอ
เพราะเป็นการหยิบคนที่ทำงานกับข้อมูลหลังบ้าน มาเป็นผู้นำของทีม มาเป็นคนที่ต้องลงพื้นที่ ไปเจอดีลเลอร์ ไปเจอผู้ผลิต
ในช่วงแรกชญาน์ธิปไม่ได้มีความกังวลอะไรมากนัก เพราะธุรกิจสินเชื่อมอเตอร์ไซค์อยู่ในขาขึ้นมาตลอดตั้งแต่ปี 2545
แต่เมื่อเธอเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน สิ่งที่เธอต้องเจอก็คือ วิกฤตโควิด-19
ชญาน์ธิปจำเป็นต้องตัดสินใจหลายอย่างมาก ทั้งการดึงตัวพนักงานหน้าดีลเลอร์กลับมาไหม เพราะการดึงกลับมาทำให้พนักงานกลุ่มนั้นไม่มีรายได้ และถ้าดึงกลับมา ท้ายสุดก็จะมีคู่แข่งมาแทนอยู่ดี
อีกอย่างที่เธอต้องเจอ คือการที่คู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาด ทำให้เกิดการดึงคนในอุตสาหกรรมไปจำนวนมาก รวมถึงพนักงานของทางธนาคารกรุงศรีก็ถูกดึงไปด้วย
หรือแม้กระทั่งการแข่งขันที่สูงขึ้น การปล่อยเงินกู้ที่ให้เยอะขึ้น เพราะในเวลานั้นรถมอเตอร์ไซค์ขาดตลาด ทำให้หลายเจ้ายอมที่จะให้สินเชื่อเยอะขึ้นต่อมอเตอร์ไซค์หนึ่งคัน
และท้ายสุดคือการที่ภาครัฐเข้ามาคุมเพดานดอกเบี้ยไม่ให้คิดสูงจนเกินไป
ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ชญาน์ธิปต้องเผชิญเมื่อเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน
สิ่งที่เธอเลือกจะทำในเวลานั้นคือ “การตัดสินใจแบบคิดว่าอนาคตภาพจะเป็นแบบไหน”
เธอมองว่าการมีเพดานดอกเบี้ย จะทำให้กำไรของแต่ละบริษัทลดลงอย่างมาก และบริษัทไหนที่ปล่อยสินเชื่อให้เงินเยอะๆ อาจจะต้องเจอหนี้เสียเป็นจำนวนมาก
เธอจึงเลือกที่จะ “สู้ตาม” แต่เป็นการสู้แบบมีเงื่อนไข
คือให้สินเชื่อสูงเฉพาะ รถรุ่นที่ขายดี ในตลาดเท่านั้น
ปล่อยสินเชื่อเฉพาะ ดีลเลอร์ที่เป็นพันธมิตรหลัก เพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้
และให้สินเชื่อเฉพาะ ลูกค้าที่ประเมินแล้วว่าจะรอด เพื่อป้องกันไม่ให้หนี้เสียก้อนใหญ่กลับมาทำร้ายบริษัทในภายหลัง
ในตอนแรกเธอคิดว่าจะวิกฤตทั้งหมดจะกินเวลาแค่ 6-7 เดือน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใช้เวลาไปทั้งหมด 1 ปีครึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องอึดและอดทนมาก
จนในที่สุดพอร์ตมอเตอร์ไซค์ของธนาคารกรุงศรี ก็สามารถผ่านวิกฤตมาได้โดยเจ็บตัวน้อยมากเมื่อเทียบกับเจ้าอื่นในตลาด
การตัดสินใจยอมสู้ในวันนั้น ทำให้บริษัทยังสามารถรักษาพนักงานไว้ได้ถึง 700 คน ซึ่งกลายมาเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้องค์กรพร้อมคว้าโอกาสและกอบโกยยอดขายทันที ในวันที่คู่แข่งเริ่มบาดเจ็บและต้องถอยร่นไป
ในบทที่ 3 นี้ ตัวตนของชญาน์ธิปได้ถูกจดจำในฐานะผู้นำที่มี “ความรวดเร็วและยืดหยุ่น” คิดเร็ว ทำเร็ว ตัดสินใจเร็ว และ “ไม่กลัวที่จะล้มเหลว”
เพราะก่อนจะตัดสินใจลงมือทำ เธอได้ผ่านกระบวนการคิดและประเมินผลกระทบรอบด้านมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
บทที่สี่
บทที่สี่นี้ เพิ่งเริ่มต้นเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เมื่อเธอได้รับมอบหมายให้ขึ้นมาดูภาพรวมทั้งหมดของ กรุงศรี ออโต้
แม้เธอจะเริ่มบทบาทนี้ได้ไม่นาน แต่เธอก็คิดไว้แล้วว่าสิ่งที่เธอต้องทำ คือการ “กำหนดดาวเหนือ และนำทัพ มนุษย์ Marvel”
เธอเชื่อว่าทีมงานและผู้บริหารของกรุงศรี ออโต้ ล้วนเป็นคนเก่งและเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เปรียบเหมือน ยอดมนุษย์ในหนัง Marvel
การบริหารของเธอในวันนี้ จึงไม่ใช่การลงไปสั่งงาน หรือลงไปทำเอง แต่คือการกำหนดทิศทางเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนไปสู่จุดหมายเดยวกัน
หน้าที่หลักของเธอคือการยืนเคียงข้างทีมงาน คอยเคลียร์อุปสรรค หาทางออกให้เมื่อทีมต้องการ และเป็นตัวแทนในการสื่อสารกับทางธนาคารแม่
และในบทนี้ เธอต้องการให้คนจดจำเธอในฐานะ คนที่กล้าเปลี่ยนแปลง
เธอเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่มีอายุมานานกว่า 30 ปีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบุคลากรมักจะยึดติดกับวิธีการเดิมๆ ที่เคยสร้างความสำเร็จในอดีต ซึ่งเธอมองว่าการยึดติดนั้นจะยิ่งทำให้องค์กรแย่ลง
ในด้านความคาดหวังส่วนตัว เธอเปรียบเทียบการทำงานที่เหน็ดเหนื่อยในตอนนี้ว่า เธอกับทีมกำลังช่วยกัน “สร้างทางช้างเผือกไปสู่ดาวเหนือ”
เธอรู้ดีว่าทุกคนเหนื่อย แต่ก็อยากให้สร้างเสร็จโดยเร็ว เพื่อที่ทุกคนจะได้ลุกขึ้นมาเดินบนทางช้างเผือกนี้อย่างมีความสุข
ที่สำคัญที่สุดคือ ชญาน์ธิป “ไม่เคยต้องการแสงมาส่องที่ตัวเอง” ไม่ได้ทำไปเพื่อคาดหวังผลงานส่วนตัว แต่ความสุขของเธอคือการได้เห็นทุกคนแฮปปี้และประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กันกับทีม
บทสรุป
หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจสงสัยว่า แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนธรรมดาอย่างชญาน์ธิป ลูกหม้อที่ทำงานมากว่า 23 ปี สามารถขึ้นมาถึงจุดนี้ได้
เธอเชื่อว่า สิ่งสำคัญนั้นคือทัศนคติที่ว่าเวลาทำอะไรต้อง “รู้ให้หมด” ไม่ใช่แค่รู้ผิวเผินหรือรู้เฉพาะหน้าที่ของตัวเอง แต่ต้องรู้ลึกลงไปถึงบริบทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้เห็นภาพกว้างและสามารถเชื่อมโยงข้อมูล (Connecting the dots) ได้
และแม้ผู้บริหารบางครั้งต้องอาศัยสัญชาตญาณ (Gut feeling) ในการตัดสินใจ แต่ถ้าเธอไม่รู้อะไรเลย นั้นไม่ใช่สัญชาตญาณ แต่นั้นคือการเดา
เธอจะเรียกว่ามันคือสัญชาตญาณได้ก็ต่อเมื่อเธอมีความรู้และข้อมูลที่แน่นพอรองรับอยู่เบื้องหลัง
นอกจากนี้เธอยังมีหลักการสำคัญคือ “ไม่กลัวผิด” เพราะก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำ เธอได้ผ่านกระบวนการคิดพิจารณามาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
และหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นจริงๆ เธอจะไม่เสียเวลาโทษสิ่งอื่น แต่จะพยายามค้นหาว่าผิดพลาดเพราะอะไรเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับการตัดสินใจในอนาคต
คำแนะนำที่เธอยึดถือและมักสอนทีมงานเสมอคือคำว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” และ “ทำทันที” เพราะต่อให้วางแผนหรือตั้งเป้าหมายไว้ดีแค่ไหน หากไม่กล้าตัดสินใจและไม่ลงมือทำ ความสำเร็จก็ย่อมไม่เกิดขึ้น
