ตันศรี โมกซานี มหาเธร์ นายกสมาคมมอเตอร์สปอร์ตแห่งมาเลเซีย (เอ็มเอเอ็ม) เชื่อมั่นว่า สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ของมาเลเซีย มีทั้งศักยภาพพร้อมสำหรับการกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดแข่งรถ F1 อีกครั้ง หากได้รับโอกาสในอนาคต 

เพราะทั้งตัวสนาม ทีมงานและทีมผู้บริหารต่างก็มีประสบการณ์จัดแข่งเอฟวันมาแล้ว ดังนั้นจึงสามารถรับประกันได้ว่าการแข่งขันจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ 

แต่ก็อยากให้รัฐบาลมาเลเซียเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนด้วย เพราะค่าใช้จ่ายต่างๆ สูง แต่หากได้มาจัดอีก ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงบริเวณสนามแข่งเท่านั้น 

โดยยังกระจายไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งการจับจ่ายของแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจในกรุงกัวลาลัมเปอร์ และพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย 

ส่วนรูปแบบสัญญาที่เหมาะสมซึ่งมาเลเซียจะไปเจรจากับฟอร์มูลาวัน เจ้าของลิขสิทธิ์เอฟวัน นั้นหัวเรือใหญ่มอเตอร์สปอร์ตมาเลเซีย เสนอว่า คือ สัญญาหลัก 3 ปี พร้อมออปชันขยายต่ออีก 2 ปี รวมระยะเวลา 5 ปี หรือแบบ 3+2 

เพราะ โดย 1 ใน 3 ปีแรก เป็นการเปิดโอกาสให้แฟนหน้าใหม่ที่ไม่เคยมามาเลเซีย ได้เข้ามาสัมผัสและเรียนรู้เสน่ห์ของประเทศผ่านเอฟวัน 

ซึ่งถ้าติดใจก็จะต่อยอดสู่การมาอีกใน 2 ปีต่อมา พร้อมวางแผนการเดินทาง ที่พัก และท่องเที่ยวล่วงหน้าทั้งก่อนและหลังวันแข่งได้อย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น 

โดยหาก 3 ปีแรกไปได้สวย รัฐบาลมาเลเซียจึงเจรจาเรื่องต่อสัญญากับฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์เอฟวันไปอีก 2 ปี

ข้อเสนอแนะดังกล่าวที่อาจเป็นการปูทางไปสู่การแข่งขันเอฟวันในมาเลเซียอีกในอนาคต มีขึ้นหลังสนามเซปัง ได้กลับมาจัดแข่งเอฟวันแทนบาห์เรนไปเมื่อ 2 – 4 ตุลาคม (นับรวมรอบซ้อม รอบคัดเลือกและแข่งจริง) 

หลังว่างเว้นไปเกือบ 10 ปี ท่ามกลางรายงานว่าตั๋วเข้าชมขายได้ถึงกว่า 1 แสนใบ และการคาดการณ์ว่ามาเลเซียได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสูงถึง 147 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,954 ล้านบาท)

สำหรับสนามเซปัง เปิดใช้เมื่อปี 1999 หลังก่อสร้าง 1 ปี 2 เดือน ด้วยงบประมาณ 70 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,350 ล้านบาท) ตามแผนของอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านมอเตอร์สปอร์ต

ซึ่งหลังเปิดใช้ไม่นานก็ได้จัดแข่งเอฟวันอยู่ในระหว่างปี 1999-2017 ซึ่งเป็นสนามแรกของกลุ่มประเทศแถบอาเซียน 

โดยมีการประเมินว่าตลอดช่วงเวลาดังกล่าวมาเลเซีย ทำเงินเข้าประเทศจากเอฟวันเฉลี่ยถึงปีละ 73 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,460 ล้านบาท) 

ทว่าก็ต้องพักไป หลังจ่ายค่าลิขสิทธิ์ที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปไม่ไหว จำนวนผู้ชมที่ลดลง ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจของมาเลเซีย และความนิยมกับความพร้อมของสิงคโปร์ที่มีมากกว่า 

ประกอบกับเห็นว่าการจัดแข่งจักรยานยนต์โมโตจีพีนั้นทำกำไรมากกว่าแต่ลงทุนน้อยกว่า

ส่วนการได้กลับมาจัดแข่งอีกครั้งในรอบเกือบ 10 ปีของสนามเซปังในมาเลเซีย เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งบาห์เรนได้รับผลกระทบไปด้วย บาห์เรนจึงต้องมาขอใช้สนามของมาเลเซีย 

ซึ่งทำให้มาเลเซียเป็น 1 ใน 7 สนามในทวีปเอเชียของเอฟวันปี 2026 ร่วมกับ จีน ญี่ปุ่น กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อาเซอร์ไบจาน และสิงคโปร์ 

โดยสนามต่อไปคือ สิงคโปร์ ที่จะแข่งระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคมที่จะถึงนี้

ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2019 การแข่งรถเอฟวัน กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะซีรีส์สารคดีสรุปการแข่งขัน “เอฟวัน ไดรฟ์ ทู เซอร์ไวฟ์” ในเน็ตฟลิกซ์ 

โดยประเทศใหม่สุดที่ได้เข้าร่วมเป็นสนามแข่งเอฟวันด้วยและกำลังเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ อาเซอร์ไบจาน ซึ่งเป็นการแข่งแบบในเมืองหรือสตรีทเรซ 

โดยแม้รัฐบาลต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ฟอร์มูลาวันถึงปีละ 57 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) แต่ประโยชน์ที่ได้กลับมานั้นเกินคุ้ม 

เพราะการถ่ายทอดสด คลิปบนออนไลน์ และซีรีส์ในเน็ตฟลิกซ์ ทำให้คนทั่วโลกได้เห็นการแข่งรถผ่านอาคารโบราณในกรุงบากู สามารถโปรโมตการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีมาตั้งแต่เริ่มคว้าลิขสิทธิ์ร่วมจัดแข่งตั้งแต่ปี 2016

โดยมีการประเมินว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อาเซอร์ไบจานได้จากเอฟวันนั้นเฉลี่ยสูงถึงปีละ 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 16,800 ล้านบาท) ขณะที่ยอดจองโรงแรมก็เพิ่มขึ้น 100%

อย่างไรก็ตามการจัดแข่งเอฟวันโดยเฉพาะแบบซิตี้เรซก็มาพร้อมภาระ เช่นค่าบำรุงรักษาถนน ซึ่งอยู่ที่ 17-40 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 570-1,350 ล้านบาท)

ส่วนประเทศในแถบอาเซียนที่ได้จัดแข่งเอฟวันปัจจุบันยังมีเพียง 2 ประเทศคือ มาเลเซียและสิงคโปร์ โดยแม้ประเทศในแถบเดียวกันอย่าง อินโดนีเซีย เวียดนามและไทย เคยมีข่าวว่าสนใจ

และพยายามเจรจากับฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ของเอฟวัน แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าจนสามารถบรรลุข้อตกลงได้จัดแข่ง แบบที่มาเลเซียและสิงคโปร์ทำได้ / malaymail, econstor, researhgate