Suzuki ทำยอดขายรวมทั่วโลกในครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2026 ของญี่ปุ่นระหว่างเมษายน-กันยายนที่ผ่านมาได้ 1,824,006 คัน เพิ่มขึ้น 19.9% จากกรอบเวลาเดียวกันของปี 2025

ส่งผลให้ซูซูกิแซงฮอนด้า ได้เป็นครั้งแรก พร้อมขึ้นมาเป็นรถญี่ปุ่นขายดีสุดอันดับ 2 ในตลาดโลก ซึ่งถือเป็นอันดับสูงสุดในระดับโลกของซูซูกิ นับตั้งแต่เริ่มผลิตรถยนต์ในปี 1955 หรือเมื่อ 71 ปีก่อน  

แม้ยังห่างจากค่ายรถยักษ์ใหญ่ร่วมชาติอย่างโตโยต้า ที่ทำยอดขายได้สูงถึง 5,059,014 คัน และลดลงมา 4% ก็ตาม

ส่วน 3 อันดับคือ ฮอนด้า ทำยอดขายได้ 1,661,569 ลดลงมา 4% โดยมี นิสสัน กับ มาซด้า อยู่ในอันดับ 4 และ 5 ด้วยยอดขาย 1,355,233 ลดลงมา 11.8% และ ด้วยยอดขาย 616,776 เพิ่มขึ้นมา 1.2% ตามลำดับ

จากตัวเลขดังกล่าวทำให้ซูซูกิ เป็นค่ายรถญี่ปุ่นที่มียอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากสุดในกลุ่ม 5 อันดับสูงสุด ซึ่งสาเหตุหลักมาจากความสำเร็จในอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดของซูซูกิ 

ซูซูกิ คือแบรนด์รถที่ขายดีสุดในอินเดีย ด้วยการครองส่วนแบ่งตลาด 40% ในปัจจุบัน ทิ้งห่าง ทาทา แบรนด์รถเจ้าถิ่นเจ้าของส่วนแบ่งตลาด 15% ที่เป็นอันดับ 2 อย่างขาดลอย

ความสำเร็จในอินเดียของ ซูซูกิ มาจากการไปตั้งฐานการผลิตที่ “แดนภารตะ” ตั้งแต่ยุค 80 ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่และต่อเนื่องจากรัฐบาลอินเดีย

การสนับสนุน ซูซูกิ ของรัฐบาลอินเดียสะท้อนออกมาผ่านการที่ อดีตนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี เคยวางตัวให้ลูกชายอย่าง ซานเจย์ มาเป็นหนึ่งในตัวแทนรัฐบาลที่ดูแลโรงงานซูซูกิ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตก

การเสียชีวิตดังกล่าวสร้างความเสียใจให้ อดีตนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี เป็นอย่างมาก แต่เธอยังแกร่ง โดยได้เป็นตัวแทนของลูกชายมอบ รถซูซูกิ คันแรก ที่ผลิตจากโรงงงานซูซูกิ ในอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของซูซูกิภายใต้ชื่อ มารูติ ซูซูกิ ให้ชาวอินเดียที่โชคดี จับฉลากได้ 

จากนั้น ซูซูกิ ก็อยู่ในชีวิตประจำวันชาวอินเดีย ผ่านราคาเข้าถึงได้สำหรับชนชั้นกลาง มีโชว์รูมและศูนย์ซ่อม-ร้านอะไหล่กระจายอยู่ทั่วอินเดีย และยังเชื่อมโยงกับการก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของประเทศอีกด้วย 

โดยรถของซูซูกิที่ดังสุดในอินเดียคือรุ่น มารูติ 800 ซึ่งผลิตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1983-2024 และปัจจุบันยังมีวิ่งอยู่บนถนนของอินเดียมากถึงกว่า 3 ล้านคัน

ปัจจัยบวกเหล่านี้ส่งผลให้ซูซูกิครองความเป็นเจ้าตลาดในอินเดียและคุ้นเคยกับชาวอินเดียเป็นอย่างดี จนได้ชื่อว่าเป็นรถของมหาชน แม้ไม่ใช่แบรนด์เจ้าถิ่นอย่างทาทาก็ตาม

ข้ามมาถึงในปัจจุบันซูซูกิ ก็ยังคงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอินเดียเป็นอย่างดี โดย นาเรนทรา โมดิ นายกรัฐมนตรีอินเดียคนปัจจุบัน ยกให้ซูซูกิ เป็นสัญลักษณ์ของฐานการผลิตยานยนต์รถระดับโลกในอินเดีย

นอกจากนี้โรงงานในอินเดียของซูซูกิยังเป็นฐานผลิตสำหรับการส่งออกรถยนต์ อะไหล่และชิ้นส่วนยานยนต์ ไปยังโซนอื่น ๆ ของโลกทั้ง แอฟริกา ตะวันออกลาง อเมริกาใต้ และยุโรป อีกด้วย

ประโยชน์จากความสำเร็จในอินเดียไม่หมดแค่นั้น เพราะยังช่วยทำให้ซูซูกิ แทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากยอดขายตกในจีน เพราะสู้กับแบรนด์เจ้าถิ่นไม่ไหว และสามารถเลี่ยงกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ค่ายรถญี่ปุ่นอื่นๆ ต้องเผชิญ

ส่วนในอนาคต ซูซูกิ จะยังคงให้ความสำคัญกับตลาดอินเดียต่อไป และตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้กลับขึ้นอยู่ที่ 50% 

ตามที่อดีตซีอีโอ ซูซูกิ ในญี่ปุ่นเคยกล่าวไว้ว่า ซูซูกิ จะต้องครองความเป็นเจ้าตลาดรถอินเดียด้วยส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของทั้งหมดให้ได้ตลอดไป 

โดยซูซูกิวางแผนผลิตรถรุ่นใหม่ๆ สำหรับตลาดบนเพื่อจับกลุ่มคนกำลังซื้อสูง พร้อมเพิ่มรถรุ่นกลุ่มเอสยูวีที่มีหลังคาใสและเปิดได้เพื่อเอาใจชาวอินเดียรุ่นใหม่

ขณะที่ขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนารถก็จะปรับให้สั้นลง เพื่อผลักดันรถรุ่นใหม่ๆออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่ายรถญี่ปุ่นอื่นๆ / japantoday-kyodo, reuters