VAR ไทม์แมนชีน ย้อนเวลา เพื่อความถูกต้อง หรือ ทำลายเกมฟุตบอล

เมื่อคืน VAR ได้แผลงฤทธิ์ สร้างปรากฎการณ์ช็อคโลก ด้วยการทำให้แชมป์เก่า เยอรมัน ตกรอบแรกในฟุตบอลโลก 2018  พ่ายแพ้แก่ เกาหลีใต้ด้วยสกอร์ 0-2 (ประตูแรกของเกาหลีคือการใช้ VAR ย้อนดูว่าล้ำหน้าหรือไม่)

ก่อนอื่นทำความรู้จัก VAR (Video Assistant Referee) คร่าวๆ ก็คือ การใช้ภาพรีเพลย์การแข่งขัน เพื่อช่วยเหลือกรรมการผู้ตัดสินในสนามให้สามารถ ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ต่างๆ ทั้ง ตรวจสอบการล้ำหน้า การได้จุดโทษ การทำผิดกฎกติกา จังหวะที่ก้ำกึ่ง หรือไม่ชัดเจน เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำหรือแก้ไขคำตัดสินแบบทันที

แล้ว VAR นี้แหละ! ที่ทำให้ในฟุตบอลโลกปี 2018 ทั้งๆ ที่ยังไม่จบการแข่งขันรอบแรกด้วยซ้ำ แต่มีจุดโทษไปแล้วถึง 20 ครั้ง (มาจาก VAR 10 ครั้ง ข้อมูลจาก True)  ทำลายสถิติเดิมที่อยู่ที่ 18 ครั้ง ตั้งแต่ต้นจนจบ Tournament ในฟุตบอลโลกปี 1990, 1998 และปี 2002

การทำลายสถิติเกิดจุดโทษมากที่สุด นับตั้งแต่มีฟุตบอลโลกมา 21 ครั้ง อันดับแรกสุดเกิดจากนักเตะส่วนใหญ่ยังปรับตัวไม่ทันกับระบบ VAR ที่จับทุกการกระทำ จากการมอนิเตอร์ผ่านกล้อง 33 ตัว ที่จับตาการเล่นทุกจังหวะฟุตบอลบริเวณกรอบเขตโทษ

แล้ว VAR ได้มาเปลี่ยนแปลงอะไรอีกในเกมฟุตบอลโลก 2018 นอกจากประเด็นจุดโทษที่มากที่สุด

จริงๆ แล้วเทคโนโลยี VAR หรือระบบภาพช้าเข้ามาช่วยตัดสิน ไม่ใช่เรื่องใหม่แกะกล่องในโลกของกีฬา เพราะ บาสเก็ตบอล NBA, อเมริกันฟุตบอล,และเทนนิส ก็มีการใช้ VAR เป็นตัวช่วยการตัดสินใจของกรรมการมานานแล้ว

หากแต่โลกของฟุตบอล ตลอดเวลามีการถกเถียง มาโดยตลอดว่าการใช้ VAR ถึงจะทำให้การแข่งขันดูโปร่งใสแต่คือบ่อนทำลายความสนุกในเกมฟุตบอล ทำให้เกมหยุดบ่อยครั้ง และที่สำคัญที่สุดกับประโยค คลาสสิก ที่ได้ยินมานานและบ่อยครั้ง

“ความผิดพลาดของกรรมการ คือเสน่ห์ของเกมฟุตบอล”

แต่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือ (ฟีฟ่า) เริ่มคิด “ต่าง” แล้วมองว่า หมดเวลาของเสน่ห์ที่ถูกยึดติดมานาน

เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เสน่ห์ที่หลายคนหลงไหลได้ทำให้แมตซ์ระดับโลก เกิดพลิกล็อคมากมาย ทีมที่น่าจะชนะ กลับเป็นฝ่ายแพ้ ตัวอย่างที่คนทั่วโลกจดจำกันได้ไม่มีลืมคือ “หัตถ์เสือเตี้ย”

ดิเอโก้ มาราโดน่า ได้ใช้มือชกฟุตบอลเข้าประตู ในฟุตบอลโลกปี 1986 รอบ 8 ทีมสุดท้ายในเกมที่ อาร์เจนตินา ชนะ อังกฤษ ไปในสกอร์ 2 -1

ตลกร้ายไปกว่านั้น ล่าสุดในฟุตบอลโลก 2018 พี่เสือเตี้ย ยังออกมากล่าวติดตลกว่า ถ้าตอนนั้นมีระบบ VAR ลูกนั้นจะไม่เป็นประตู และเขาอาจจะถูกไล่ออก และอาร์เจนตินาก็อาจจะแพ้อังกฤษไม่ได้เป็นแชมป์โลก 

ยังมีอีกหลายแมตซ์การแข่งขัน ที่เกิดความผิดพลาดจากผู้ตัดสินซ้ำแล้วซ้ำเล่าใน Tournament บอลโลก ถ้าให้อธิบายหมดคงยาวเหยียด

ฟีฟ่า เลยขอเริ่มทดลองใช้ VAR ครั้งแรกในฟุตบอล คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ ที่รัสเซีย เมื่อ 2 ปีที่แล้ว พร้อมกับประเมินข้อดีข้อเสียของระบบนี้ โดยเฉพาะประเด็นการให้กรรมการในสนาม ดูภาพช้าจะใช้เวลานานขนาดไหน และทำให้ผู้ชมในสนามรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเปล่า ?

เมื่อ “ฟีฟ่า” ประเมินแล้วมีข้อดีมากกว่าเสีย จึงประกาศไฟเขียวให้ใช้ VAR เต็มสูบในฟุตบอลโลก 2018 จากนั้นหลายลีกชั้นนำยุโรปอาทิ “กัลโช่ เซเรีย อา” ของอิตาลี และ “บุนเดสลีกา” ของเยอรมนี ก็เริ่มทดลองใช้กันในฤดูกาลที่แล้วล่วงหน้า 1 ปี ก่อนฟุตบอลโลกจะตัดริบบิ้นเปิดสนาม

ที่น่าสนใจ หากลองไล่เรียงฟุตบอลโลกในช่วง 2 ครั้งล่าสุด จะมีการนำเข้าเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาโดยตลอดโดยในปี 2014 มีการใช้ “โกลไลน์ เทคโนโลยี” ที่ใช้ดูว่า ฟุตบอลข้ามเส้นไปแล้วหรือยัง และ “โฟม ฟรีคิก”        สเปรย์ฉีดกำหนดระยะเตะฟรีคิกนอกกรอบเขตโทษ

โดยในปี 2018 FIFA ก็ขอนำเสนอ VAR แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว

แล้วฟุตบอลโลกในปี 2022 FIFA จะหาลูกเล่นทางเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ เข้ามาใส่ในเกมฟุตบอลที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการผสมผสานดิจิทัล

จะดีหรือไม่ดี ผู้ชมทั่วโลก จะเป็นผู้ตัดสิน

 


 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer