การกลับมาอีกครั้งของหุ่นละครเล็ก “โจหลุยส์” ในยุค digital disruption

การปิดตัวของ นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก “โจหลุยส์” เพราะการขาดทุนอย่างหนักเป็นข่าวที่โด่งดังมากเมื่อปี 2553 และหลังจากพเนจรเหมือนนกไร้รังอยู่นานถึง 8 ปี เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ก็ได้ฤกษ์เบิกโรงเปิดตัวโรงละครใหม่ที่เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ 

หุ่นละครเล็กที่มีลีลาเคลื่อนไหวทุกส่วนคล้ายคนจริง ความสวยงามของเสื้อผ้าเครื่องประดับที่วิจิตรตามแบบโขนละคร ศิลปะการเชิดที่สวยงาม ประกอบไปด้วยระบบแสง สี เสียง ที่ทันสมัย   

เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยืนยาวมากว่าศตวรรษ และกำลังถูกจัดการให้ผสมผสานไปกับการทำธุรกิจสมัยใหม่ แต่จะยืนยาวต่อไปได้หรือไม่ ท่ามกลางยุคสมัยและไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว  

 

Scene 1

ย้อนกลับไปเมื่อ 117 ปีก่อน ผู้ให้กำเนิดหุ่นละครเล็กคือครูแกร ศัพทวณิช ซึ่งเป็นนาฏศิลป์โขน ละครในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ตั้งชื่อคณะว่า “ละครเล็กครูแกร” โดยมีสาคร ยังเขียวสด บิดาของพิสูตร ผู้บริหารโรงละครในปัจจุบัน เป็นผู้สืบทอดศิลปะการแสดงหุ่นละครเล็กมาอย่างต่อเนื่องและส่งต่อให้รุ่นลูกในยุคปัจจุบัน

บ่อยครั้งที่หุ่นละครเล็กคณะครูสาครได้รับเชิญให้เป็นตัวแทนจากประเทศไทย ไปแสดงในโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย แต่ละครั้งได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก และนั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้พิสูตรมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสืบสานมรดกไทยนี้ต่อไป โดยตั้งใจจะสร้างโรงละครแห่งแรกขึ้นที่บ้านนนทบุรี

ความฝันเริ่มต้นไปไม่ถึงครึ่งทาง โรงละครยังสร้างไม่เสร็จ แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้บ้าน หุ่นละครเล็กกว่า 50 ตัว ทั้งหุ่นพระราม พระอิศวร พระนารายณ์ เบญจกาย และอีกหลายตัวที่ครูสาครสร้างมากับมือตลอดระยะเวลา 30 ปี กลายเป็นเถ้าถ่าน เหลือเพียงหุ่นยายเงือกเพียงตัวเดียวที่ไปช่วยมาได้จากกองเพลิง ทุกคนเกิดอาการเศร้าสลดอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะลุกขึ้นสู้สร้างหุ่นตัวใหม่ขึ้นมาด้วยเงินบริจาคจากประชาชนที่ทราบข่าว

หลังจากนั้นก็ได้รับการติดต่อจากโครงการสวนลุมไนท์บาซาร์ ให้มาเปิดการแสดงที่โรงละครแห่งใหม่ใหญ่กว่าเดิมเมื่อประมาณปี 2545

 

Scene 2

การเข้าไปอยู่ที่สวนลุม ไนท์บาซาร์ เต็มไปด้วยความหวังที่สดใส จะได้มี “บ้านหลังใหม่” ที่มั่นคงอยู่ แต่ช่วงแรกกลับต้องเจ็บปวดจากการทำธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามคาดหมาย แล้วยังเจอกับเหตุการณ์ไข้หวัดนก ในขณะที่การทำตลาดเพื่อดึงคนเข้ามาชมการแสดงในโรงละครที่ใหญ่ขนาด 400 ที่นั่งตามแผนที่วางไว้ในวันที่เงินขาดมือยิ่งเป็นไปไม่ได้

เมื่อรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายโรงละครก็ต้องโดนยึด เริ่มจากถูกตัดน้ำ ตัดไฟ จนจำยอมต้องประกาศว่าจะแสดงเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อลาโรง กลายเป็นประเด็นข่าวที่สื่อต่างๆ เอาไปลงทำให้โจหลุยส์เป็นที่รู้จักมากขึ้น  

พิสูตรเล่าให้ Marketeer ฟังว่า

“ในรอบนั้นผมได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ มาดูการแสดงด้วย พอพระองค์ท่านรู้ว่าเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายเพราะปัญหาเรื่องการเงิน คืนนั้นเมื่อเสด็จกลับ ท่านก็ติดต่อขอให้กระทรวงวัฒนธรรมมาดูแลโจหลุยส์ด่วน”

ข่าวดราม่าที่ออกไปรวมทั้งการช่วยเหลือจากกระทรวงวัฒนธรรม คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โจหลุยส์ มีคนเข้ามาดูละครมากขึ้น กลายเป็นความประทับใจในการแสดงและพากันบอกต่อจนเริ่มมีแฟนคลับเกิดขึ้น  

ในปี 2551 ได้รับรางวัลการแสดงยอดเยี่ยม (The Best Performance Award) การประกวดหุ่นโลก (World Festival of Puppet Art 2008) ณ กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ชื่อเสียงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก รายได้ดีขึ้น หนี้สินถูกเคลียร์ มีเงินเหลือพอที่จะเอามาปรับปรุงฉาก เสื้อผ้าตัวละครก็ถักทอใหม่ให้สวยงามยิ่งขึ้น ทีมงานทุกแผนกครบครันเกือบ 200 คน กลายเป็นยุคทองที่ชีวิตแฮปปี้มีรอยยิ้ม

ชีวิตหน้าม่าน หลังม่านโลดแล่นด้วยรอยยิ้มไปได้ประมาณ 2 ปี ในปี 2553 ต้องเจอกับเหตุการณ์ม็อบปิดถนนราชประสงค์อยู่หลายเดือน ลูกค้าหายเกือบหมด แต่อะไรก็ไม่สาหัสเท่ากับจำเป็นต้องย้ายออกไปทันที เพราะเกิดปัญหาคดีความการเช่าที่ดินของเจ้าของสวนลุมไนท์บาซาร์กับเจ้าของที่ดินเดิม

ไร้รังต้องพเนจร  8 ปี

ไม่มีเวลาให้ตกใจมากนัก ทุกคนต้องรีบช่วยกันขนย้าย ฉาก ตัวหุ่น และอุปกรณ์ต่างๆ ไปไว้ที่โกดังเช่าแถวบางบัวทอง นนทบุรี ย้ายไปไม่นานปลายปี 2554 ก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ ข้าวของเสียหายอย่างหนัก ที่เก็บได้ทันคือตัวหุ่น แต่ฉากละครและอุปกรณ์การแสดงอื่นๆ ต้องปล่อยให้จมไปกับสายน้ำทั้งหมด

ตอนนั้นทีมงานบางคนก็ค่อยๆ ทยอยออกไปเพราะงานไม่มี จาก 200 คน เหลือเพียงไม่เกิน 20 คน

“การตั้งเป็นบริษัทไม่ได้จ้างนักแสดงแบบฟรีแลนซ์ เป็นครั้งคราว ความผูกพันแบบครอบครัวก็มีมากอยู่แล้ว มาลาไปที น้ำตาไหลที แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเงินเดือนเขาได้บ้างไม่ได้บ้าง และได้ก็ได้แบบไม่ครบ”

โชคดีที่ได้มีโอกาสไปแสดงที่มาเก๊าอยู่ประมาณ 2 เดือน มีรายได้ก้อนใหญ่เข้ามา 1 ล้านกว่าบาท ช่วยประทังชีวิตคนทั้งทีมไว้ได้ รายได้หลักอีกทางมาจากการของบไปยังกระทรวงวัฒนธรรมและ กทม. เพื่อเดินสายไปแสดงตามโรงเรียนต่างๆ

รวมทั้งมีสุรินทร์ ยังเขียวสด น้องชายอีกคนหนึ่งช่วยวิ่งขายงานแสดงตามอีเวนต์ในศูนย์การค้า ร้านอาหาร แม้แต่งานวัด บางเดือนงานน้อย บางเดือนมาก แต่บางเดือนไม่มีงาน ก็อดทนกันไป พยายามบีบต้นทุนให้เหลือกำไรบ้างเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้ได้

แต่ในช่วงเวลานั้นทุกคนก็อดทนนับวันคอยเพื่อที่จะได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ในเอเชียทีค  

ชีวิต “ท้อ” ได้ แต่อย่า “ถอย”

 ตามกำหนดเดิมโรงละครโจหลุยส์ ที่เอเชียทีคต้องเปิดตัวประมาณปี 2556 เล่ามาถึงตรงนี้ พิสูตรหยุดชะงักไปนิดหนึ่ง ฝืนหัวเราะเบาๆ บอกว่าไม่อยากเล่าย้อนถึงความรู้สึกในช่วงเวลานั้น

เพราะแผนการทั้งหมดถูกเปลี่ยนกลางอากาศอีกครั้งจากโรงละครหลังใหญ่ถูกปรับเป็นโรงละครหลังเล็กกะทัดรัดเพียง 75 ที่นั่ง พื้นที่ 240 ตร.ม และจากที่โครงการเป็นผู้ลงทุนให้ ก็ต้องลงทุนเอง ต้องก้มหน้าหาเงินค่อยๆ เก็บค่อยๆ ทำ 5 ปีผ่านไป ในที่สุด “บ้านพร้อมหนี้สิน” ที่ตกแต่งแบบเรียบง่ายก็สำเร็จลง

อย่างไรก็ตาม เอเชียทีคได้สนับสนุนด้วยการคิดค่าเช่าต่อเดือนเพียงตารางเมตรละ 100 บาทเท่านั้น ในขณะที่ค่าเช่าของลูกค้าทั่วไปต่อตารางเมตรประมาณ 1,500-2,000 บาท

 Scene 3   

วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 คณะนาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก (โจหลุยส์) ได้ฤกษ์เบิกโรงเปิดตัวโรงละครใหม่ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 2 ของอาคารเรือนไม้แบบดั้งเดิมที่ได้รับการปรับปรุงและสร้างสรรค์ใหม่ให้กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมเก่าในสมัยรัชกาลที่ 5 (โคโรเนียล) ภายใต้แนวคิด เรือนรับรองของสยามประเทศ

 ปัญหาหนึ่งที่ตามมาก็คือคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าโจหลุยส์มาเปิดที่นี่ ประมาณ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาเลยยังมีคนดูที่ walk in เข้ามาเองน้อยมาก ประมาณ 20 ที่นั่งต่อรอบเท่านั้น

“เราพยายามที่จะสื่อให้คนรู้ว่าโจหลุยส์กลับมาแล้ว ตอนนี้โรงเล็กลงต้นทุนน้อยลง แค่แฟนเก่าๆ กลับมาดูคนละรอบก็สามารถเลี้ยงเราไปได้ทั้งปีแล้ว”

เมื่อศิลปะจะอยู่ได้พาณิชย์ก็ต้องเข้ามามีบทบาท ทุกวันนี้พิสูตรจะต้องเป็นคนเดินหาเอเย่นต์ทัวร์เองเกือบทุกวัน พร้อมๆ กับยอมปรับรูปแบบการแสดงบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มคนดูที่เปลี่ยนไป แต่แก่นของความเป็นศิลปะที่สวยสดงดงามยังคงอยู่

ที่เอเชียทีคกลุ่มคนดูส่วนใหญ่ของโจหลุยส์เป็นคนจีน ต่างกับลูกค้าที่สีลมไนท์บาซาร์ ที่เป็นยุโรป ซึ่งลูกค้าทั้ง 2 กลุ่มนี้จะมีความชอบที่ไม่เหมือนกัน การแสดงเลยแบ่งเป็น 2 โชว์ ตามกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน 

วันอังคาร พุธ พฤหัส ในช่วงเวลา 45 นาทีจะเป็นเรื่องราวของความสนุกสนาน มีเทคนิคใหม่ๆ มาช่วยเอาใจคนจีน แต่ยังเน้นการโชว์ทักษะการเชิดที่เร้าใจ   

ส่วนวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ในเวลา 1 ชั่วโมงเต็มจะเน้นเรื่องราว ความสวยงามในเชิงศิลปวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมครบเครื่อง เพื่อให้ได้ใจชาวยุโรปส่วนใหญ่ ส่วนคนไทยจะดูได้ทั้ง 2 แบบ

จากนักแสดงและการเล่นดนตรีสดต่อรอบใช้คนเกือบ 30 คน ทุกวันนี้ลดลงเหลือ 10 กว่าคน แต่พิสูตรยืนยันว่าการเชิดหุ่นได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และนักแสดงที่เคยไปชนะการประกวดหุ่นโลกตัวหลักๆ ก็ยังอยู่ครบหมด

“คงใช้เวลาประมาณ 6 เดือนนะครับกว่าคนจะรู้ และเอเย่นต์ทัวร์จะส่งแขกเข้ามาให้อย่างเต็มที่ แต่ผมอยากให้แฟนคลับคนไทยเข้ามาดูกัน อย่างน้อยกว่าจะถึงวันนั้นจะได้ช่วยประคองเราไปก่อน”

ค่าเช่าพร้อมน้ำไฟ ประมาณเดือนละ 1.2 แสนบาท กับจำนวนคนดูที่ยังน้อยมากต่อรอบ ทำให้โจหลุยส์ต้องประกาศรับงานอีเวนต์ข้างนอกมาช่วยในเรื่องค่าใช้จ่ายอีกทาง ในขณะเดียวกันก็พยายามเข้าไปหาสปอนเซอร์หลักทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน

“หน่วยงานรัฐก็มีเข้ามาสนับสนุนอยู่เรื่อยๆ แต่ก็เป็นครั้งคราวไป ไม่ได้มีการสนับสนุนต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับผู้นำในแต่ละยุคด้วยว่าอินกับเราหรือเปล่า ก็พยายามปรับรูปแบบเข้าไปเสนออยู่เรื่อยๆ ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร ส่วนภาคเอกชนงบด้านนี้อาจจะน้อย เขาจะไปเน้นในเรื่อง CSR ด้านอื่นๆ ที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่มากกว่า แต่ตอนนี้ก็มีบางบริษัทที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์แล้ว”

 

สุดท้ายด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โลกต้องรับมือกับคน Gen ใหม่ๆ ที่อาจจะไม่ได้สนใจเรื่องราวของศิลปวัฒนธรรมแขนงนี้ แล้วทางออกของโจหลุยส์จะเป็นอย่างไร

เป็นคำถามที่ค่อนข้างติดๆ ขัดๆ ของผู้เขียน ในขณะผู้ตอบเองก็ต้องถอนหายใจเล็กๆ ใบหน้านิ่งลง แววตาดูอ่อนล้าก่อนที่จะฝืนยิ้มและตอบว่า

“ก็คงขายหุ่นแล้วกลับบ้าน คงไม่มีอะไรในชีวิตที่แย่ไปกว่านี้อีกแล้ว พวกเราเจอมาเยอะ แต่ก็ยังมีความหวังนะครับ ทุกครั้งเราพยายามบอกกันว่า ท้อได้ แต่อย่าถอย เพราะศิลปะการเชิดหุ่นคือมรดกของชาติ และคือลมหายใจของพวกเรา”

พิสูตรยังบอกความรู้สึกก่อนลาจากกันว่า เมื่อก่อนเริ่มต้นใหม่ๆ อาจจะน้อยใจบ้างว่าการรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติทำไมทำได้ยากขนาดนี้ แต่วันนี้ไม่มีเวลาน้อยใจแล้วคงต้องสู้กันต่อไป

“อย่าลืมมาดูการแสดงของพวกเราบ้างนะครับ” เขาทิ้งท้าย แสงไฟในโรงค่อยๆ หรี่ดับลง ก่อนที่จะฉายแสงใหม่ในวันพรุ่ง ด้วยความหวังว่าจะเป็นแสงที่จ้ากว่าเดิม

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

                       

             


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer