“แฟนต้า” ขอเสี่ยงทายรสชาติ “มิรินด้า” พึ่งพลัง โอตะ ของ BNK48

“แฟนต้า” ขอเสี่ยงทายรสชาติ “มิรินด้า” พึ่งพลัง โอตะ ของ BNK48

ที่ผ่านมา Coke VS PEPSI วัดพลังความซ่า อย่างไม่มีใครยอมใคร เพราะในอดีตหากใครมีไอเดียการตลาดใหม่ๆ มาเรียกร้องความสนใจจากผู้บริโภค ไม่นานนักอีกหนึ่งแบรนด์ก็จะตามมาติดๆ เพื่อแย่งชิงกระแสและยอดขาย 

และ…ในกลุ่มน้ำอัดลมหลากสีก็เช่นกัน Coke มี 2 แบรนด์หลักคือ แฟนต้า และ สไปรท์ ในขณะที่ PEPSI มี “มิรินด้า”

ถึงการแข่งขันในเกมน้ำสีจะไม่ดุเดือดเท่าน้ำดำซ่าส์ที่เป็นตลาดใหญ่กว่า มูลค่า 35,000 ล้านบาท

แต่ทั้ง 2 ยักษ์ใหญ่ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง ตรงกันข้าม ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีแคมเปญการตลาดชิงไหวชิงพริบแอบขโมยลูกค้ากันสลับไปมาโดยตลอด 

เพราะถึงตลาดจะไม่ใหญ่เท่าน้ำดำซ่าส์ แต่น้ำอัดลมสีนั้นมีมูลค่าตลาดถึง 1,1000 ล้านบาท เป็นมูลค่าตลาดที่ใกล้เคียงกับตลาดชาพร้อมดื่มเลยทีเดียว

มุกเดิมแต่ปรับใหม่ของ “แฟนต้า” 

จากข้อมูลข้างต้นหากแยกแฟนต้าออกมาเพียวๆ จะมีส่วนแบ่งตลาดถึง 50% เลยทีเดียว และที่น่าสนใจ “แฟนต้า” เป็นผู้นำตลาดนี้มายาวนานมากกว่า 20 ปี มีส่วนแบ่งมากกว่าครึ่งของตลาดมายาวนาน

และเพื่อรักษายอดขายของตัวเอง “แฟนต้า” ก็ไม่หยุดนิ่ง เพราะที่ผ่านมาทั้งแคมเปญการตลาดและการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ มักจะเน้นย้ำว่าแบรนด์ตัวเองเป็นเครื่องดื่มอัดลมของคนวัยสนุกสนาน

และวิธีการตลาดที่โดดเด่นอีกอย่างของ “แฟนต้า” คือการเล่นกับรสชาติใหม่ๆ นอกเหนือจาก 3 รสชาติหลักที่วางขายมาอย่างยาวนานคือรส ส้ม, แดง, เขียว

โดยการออกรสชาติใหม่ของ “แฟนต้า” นั้นจะจำกัดระยะเวลาขาย แต่จะนานเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายการตลาดในแต่ละช่วงเวลา เมื่อเวลาแคมเปญการตลาดหมดลงจากนั้นก็เลิกผลิต โดยที่ผ่านมามี รสชาติเบอร์รี่ เลิฟ, รสมะม่วง, รสแตงโม, หรือ รสสละเบอร์รี่ ขายเฉพาะในร้าน 7-eleven เป็นต้น

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป อีกทั้งยังมีคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้นอย่าง “เอส เพลย์” การจะทำอะไรในแบบเดิมๆ คงจะไม่ทำให้ผู้บริโภคตื่นเต้นหรือรู้สึกว่าฉันต้องซื้อ “แฟนต้า” ให้ได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของผู้นำตลาดน้ำสีคือแคมเปญ Fanta ‘What The Fruit’#WTF เสี่ยงทายรสชาติผ่านกระป๋อง อธิบายสั้นๆ คือ แฟนต้าผลิตรสชาติใหม่มา 4 รสชาติคือ สับปะรด,ทุเรียน, ครีมโซดา และ ลิ้นจี่ แต่เวลาลูกค้าซื้อไปจะไม่รู้เลยว่ากระป๋องที่ตัวเองซื้อได้รสชาติอะไรไป

ขณะเดียวกันก็ใช้ Influencer รีวิวแคมเปญนี้ผ่านทั้งใน Youtube และ Facebook โดยเน้นไปถึงความสนุกในการซื้อ เพื่อลุ้นรสชาติที่ตัวเองได้ดื่ม (ในคลิปรีวิวมีการสปอยวิธีดูชื่อบนกระป๋อง เพื่อจะได้รู้ว่าน้ำข้างในรสชาติอะไร)

เป็นเกมกระตุ้นยอดขายแล้วทำให้ลูกค้ามองภาพ “แฟนต้า” เป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วยความสนุก

มิรินด้าถึงเวลาพึ่ง BNK 48 

ขณะที่เบอร์สองอย่าง “มิรินด้า” ของ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด นั้นหลังจากไม่ได้เคลื่อนไหวในตลาดน้ำสีมานานก็ถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง

เพราะต้องบอกว่าที่ผ่านมา “เอส เพลย์” ของ บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด ที่มาทีหลังแล้วเน้นทำตลาดน้ำสีอย่างหนักหน่วงผ่าน Presenter เกาหลี โดยล่าสุดใช้ เตนล์และแทยง แห่งวง NCT

หลังจากนั้นส่วนแบ่งตลาดของ “มิรินด้า” ก็มีแต่น้อยลงอย่างต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวของ “มิรินด้า” ก็คือในปีที่แล้ว ปี 2017 ได้ออก Sub Brand ใหม่ “มิรินด้า มิกซ์-อิท” ที่เป็นการนำ 2 รสชาติผลไม้มา Mix ผสมกัน

โดยการกล้าที่จะออกรสชาติใหม่ของ “มิรินด้า” แล้วขายกันยาวๆ ไม่เหมือนกับ “แฟนต้า” ที่รสชาติใหม่ๆ ของตัวเองส่วนใหญ่จะผูกติดกับแคมเปญการตลาด เมื่อแคมเปญสิ้นสุดลงก็เลิกผลิต

ก็เพราะอีกหนึ่งแบรนด์น้ำสีอย่าง “เอส เพลย์” ได้พิสูจน์แล้วว่าตลาดน้ำสีไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่แค่ 3 รสชาติหลักคือ ส้ม, แดง, เขียว ด้วยการขายน้ำสีรสชาติ “บิงซู” จนกลายเป็นรสชาติที่ได้รับความนิยมในเวลานี้ 

เพียงแต่ความต้องการของ “มิรินด้า” ในเวลานี้คือต้องการผลักดันให้รสชาติใหม่ที่ตัวเองคิดขึ้นมาอย่าง “มิรินด้า มิกซ์-อิท” เติบโตมากขึ้นกว่าเดิม เลยต้องใช้ 6 สาว BNK48 มาสวมบทบาท Brand Ambassador คือ เฌอปราง, ปัญ, เนย, ตาหวาน, ปูเป้ และ จ๋า

เหตุผลที่เลือก BNK48  เพราะนาทีนี้ถือเป็น Idol Girl Group ที่ได้รับความนิยมสูงสร้างแรงดึงดูดให้คนสนใจแบรนด์สินค้าโดยเฉพาะกลุ่มโอตะแฟนคลับ อีกทั้ง Image ของ 6 สาว BNK48 มีความสนุกสดใส ซึ่งตรงกับ คอนเซ็ปต์สินค้าพอดี

โดย 6 สาว BNK48 จะช่วย  “มิรินด้า มิกซ์-อิท” ทำตลาดแบบ 360 องศา ทั้งสื่อออนไลน์, สื่อออฟไลน์, และสารพัดกิจกรรมการตลาดต่างๆ มากมาย 

เป็นเกมที่ “มิรินด้า” ต้องการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดคืนกลับมาจากคู่แข่ง ในขณะที่ “แฟนต้า” เองก็ยังคงวิถีการทำตลาดหลักของตัวเองด้วยการใช้แคมเปญ “รสชาติใหม่ๆ” เข้ามากระตุ้นการซื้อของผู้บริโภค

ส่วนแบรนด์ที่มาที่หลังอย่าง “เอส เพลย์” ก็ยังคงเข้มข้นด้วยการทำตลาดด้วยการอิงพลังของ K POP

ทางใครทางมันแต่เป้าหมายเดียวกันคือ “ยอดขาย”