กลยุทธ์ “ทุ่มเงิน” เพิ่มเรตติ้ง สร้างช่องสไตล์ พีพีทีวี ช่องเล็ก “ใจใหญ่”

PPTV HD 36 เป็น “ช่องเล็ก” ที่ สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ บอกว่าเจ้าของช่อง “ใจใหญ่” มาก ถึงแม้วันนี้จะขาดทุนถึง 2 พันล้านบาท แต่ก็พร้อมที่จะลงทุนในเรื่องคอนเทนต์อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างช่องให้ได้   

มาดูกันว่าเมื่อผู้บริหาร “เปิดทาง” สุรินทร์จะเปิดเกมรบครั้งใหม่เพื่อให้ช่องยืนอยู่ได้อย่างแข็งแรงอย่างไร 

เงินไม่ “พอ” คอนเทนต์ต้อง “ปัง” ด้วย

ในขณะที่ทีวีดิจิทัลช่องอื่นๆ อาจจะลดต้นทุนในเรื่องการทำคอนเทนต์ลง เพราะเม็ดเงินรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า แต่ พีพีทีวี ของหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของโรงพยาบาลกรุงเทพ เจ้าของสายการบินบางกอกแอรเวย์ส มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของไทยกลับใช้โอกาสนี้ทุ่มเงินซื้อรายการดีๆ เข้ามาเพื่อดึงคนเข้าช่อง

แต่ ณ วันนี้ พิสูจน์แล้วว่าพลังของเงินอย่างเดียวไม่พอถ้าคอนเทนต์ที่เลือกมาไม่ “ปัง” 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาสุรินทร์ประกาศจะกอบกู้สถานการณ์ของช่องให้ได้ ภายใต้คอนเซ็ปต์  “PPTV World Class TV” โดยการซื้อรายการเอนเตอร์เทนเมนต์อื่นๆ เพิ่มเข้ามาอีกหลายรายการ เช่น “The Real Housewives of Bangkok, ET Thailand, King of Gamers เพื่อสร้างความหลากหลายเพิ่มจากรายการกีฬาฟุตบอลระดับเวิลด์คลาส ที่เคยเป็นจุดเด่นที่แตกต่างในการสร้างช่องจนทำให้ช่องมีกลุ่มคนดูเป็นผู้ชายถึง 60%

รายการใหม่ๆ นั้นเขาคาดว่าจะสามารถขยายฐานคนดูไปกลุ่มผู้หญิงและวัยรุ่นมากขึ้น โดยมั่นใจว่าไม่เกินกลางปีนี้เรตติ้งของช่องจะต้องเข้ามาติด Top 10 อย่างมั่นคง ในวันแถลงข่าวเมื่อต้นปีนั้นเขาหวังขึ้นไปเป็นอันดับ 6-7 ด้วยซ้ำ แต่กลับไม่เป็นตามคาด 

ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมาพีพีทีวีได้เข้าไปติดอันดับ 8-9 บ้าง เพราะได้ถ่ายทอดกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่ซื้อลิขสิทธิ์จากเวิร์คพอยท์ แต่เมื่อเป็นประเภทกีฬาเล็กๆ เรตติ้งก็เลยขยับขึ้นไปในช่วงสั้นๆ ทำให้เรตติ้งรวมทั้งเดือนสิงหาคมเลยยังอยู่ที่อันดับ 11 (0.18)

ความหวังใหม่ “ดูด” เดอะ วอยซ์ ซีซั่น 7 และ เดอะ เฟซเมน ซีรี่ส์ 2 มาจากช่อง 33

การทุ่มทุนถึง 500 ล้านบาทคว้าลิขสิทธิ์รายการ “เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ 2018” (The Voice Thailand เสียงจริง ตัวจริง) ที่สุรินทร์บอกว่าเป็นการลงทุนด้านคอนเทนต์ที่ราคาแพงที่สุดในประเทศไทย จึงเป็นปฎิบัติการณ์ครั้งสำคัญในการกู้ช่องอีกครั้งหนึ่ง

เจ้าของลิขสิทธิ์รายการ เดอะวอยซ์  คือทัลปา มีเดีย กรุ๊ป จากประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมีบริษัทเอพีแอนด์เจเป็นผู้ผลิตรายการ ประกอบด้วย เดอะ วอยซ์ 3 รายการ ได้แก่ “เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ 2018”, “เดอะ วอยซ์ คิดส์” และ “เดอะ วอยซ์ ซีเนียร์” รายการใหม่แกะกล่อง ที่จะมาอวดเสียงร้องเพลงของผู้สูงวัยที่ยังมีไฟ และมีใจรักในการร้องเพลง 

สิทธิ์ที่ได้คือ 3 ปี ออกอากาศปีละ 3 รายการ รวม  9 รายการ ส่วน “เดอะ วอยซ์ ซีเนียร์” ยังไม่เคยออนแอร์ที่ไหนในโลกมาก่อน และคาดว่าจะออนแอร์ที่เมืองไทยก่อนประมาณไตรมาส 3 ของปีหน้า

เขายอมรับว่าก่อนที่จะได้สิทธิ์มา ทัลปาเองก็ไม่มั่นใจช่องพีพีทีวีเหมือนกัน 

“ถ้าเป็นการย้ายรายการไปอยู่ช่องที่อันดับใกล้เคียงกันก็ไม่มีปัญหา แต่นี่ย้ายจากช่องเบอร์ 1 ไปอยู่เบอร์ 10 กว่า แล้วเป็นช่องที่เน้นเรื่องกีฬาด้วย ในขณะที่เดอะ วอยซ์ เป็นวาไรตี้ที่เป็นการแข่งขันร้องเพลง ก็ยิ่งแปลกไปใหญ่ แต่เมื่อได้มานั่งคุยกันแล้วเขาก็เข้าใจในคอนเซ็ปต์ของเราว่าเราต้องการดึงรายการที่เป็นระดับเวิลด์คลาส เหมือนกับที่เคยทำกับช่องกีฬา”  

เดอะ วอยซ์ เคยโด่งดังทำเรตติ้งถล่มทลายสมัยอยู่ช่อง 33 มาได้ โดยมีต่อเนื่องมาถึงซีซั่น 6 ปัจจุบันออนแอร์อยู่ 70 กว่าประเทศทั่วโลก เมืองไทยติดอันดับ Top5 ของโลก

“สิ่งที่ทัลปาต้องการมากกว่าเงินค่าลิขสิทธิ์ก็คือคนที่มาซื้อจะทำให้แบรนด์และโปรดักท์ของเขามีโอกาสเติบโตในเมืองไทยได้แค่ไหน จะมีการซื้อรายการอื่นๆ ของเขาตามมาอีกหรือเปล่า เพราะทัลปาเป็นเจ้าของคอนเทนต์ เจ้าของฟอร์แมทอีกหลายรายการ ดังนั้นครั้งนี้เหมือนเป็นการลงทุนกับช่อง คือถ้าช่องโต เขาก็โตไปด้วย”

ส่วน “เดอะ เฟซเมน ไทยแลนด์ 2” เจ้าของลิขสิทธิ์คือ กันตนา เอฟโวลูชั่น ที่พีพีทีวีรับช่วงต่อซื้อรายการมาผลิตและออกอากาศ เดิมเดอะ เฟซเมน ไทยแลนด์ 1. ก็เคยอยู่ช่อง 33 เช่นกัน

สุรินทร์บอกว่า เดอะ เฟซเมน ไทยแลนด์ 2 ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเวลา 6 โมงเย็นเหมือนเดิม ช่องมีเวลาดีๆ ให้เลือก โดยเเริ่มวันอาทิตย์ที่ 7 ต.ค. นี้ เวลา 20.15–21.45 

“ส่วนเดอะ วอยซ์ ที่จะเริ่มออนแอร์ในเดือนพฤศจิกายนนี้ก็อาจจะไม่ลงเสาร์อาทิตย์ ผมจำได้ว่า คำว่าเสาร์อาทิตย์ตอน 18.30 ผมเป็นคนทำไว้เองตอนอยู่ช่องเดิม แล้วคนก็ทำตามผมหมดเลย ผมคิดว่าเดอะ วอยซ์ จะไปอยู่ในช่วงวีคเดย์ ซึ่งอาจจะชนละครแต่ไม่มีปัญหา มีคนอีกมากที่ไม่ต้องการดูละครหลังข่าว นอกจากละครอาจจะปังขึ้นมาในช่วงนั้น ซึ่งก็ไม่ได้มีกันบ่อยๆ และการที่ช่องเรายังไม่มีละคร ทำให้ยืดหยุ่นเรื่องเวลาได้ง่าย “

ทั้ง 2 รายการสุรินทร์มั่นใจว่าจะสามารถดึงฐานคนดูกลุ่มเดิมที่มีจำนวนมากให้ตามมาดูที่ช่องใหม่ได้แน่นอน

ตัวแปรสำคัญพรีเมียร์ลีกจะอยู่หรือไป   

พรีเมียร์ลีก” อังกฤษ ฤดูกาล 2018/19 กำลังจะสิ้นสุดลง ประเด็นอยู่ตรงที่ถ้าปีหน้าไม่ได้กรรมสิทธิ์ พีพีทีวีจะมีกลยุทธ์อย่างไรในการรักษาความเป็นเวิลด์คลาสของกีฬาเพื่อรักษาฐานคนดูที่เป็นผู้ชายกลุ่มเดิมให้ได้ เพราะในแต่ละปีพีพีทีวีเคยถ่ายทอดประมาณ 20 กว่าคู่

“เรายังมีโมโตจีพี  2018 การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก ผมยังคิดว่ากีฬาตัวนี้อาจจะมีคนดูมากกว่าฟุตบอลด้วยซ้ำไป ปีหน้าเรายังมีตัวนี้อยู่ และผมยังมีแผนจะถ่ายทอดเทนนิสแกรนด์สแลม ออสเตรเลียนโอเพ่น เราเน้นเฉพาะรายการที่เป็นเวิลด์คลาสจริงๆ ผมว่านี่คือข้อแตกต่างไม่งั้นเราจะต้องดูมวยกันทุกช่องเลยในวันเสาร์ อาทิตย์” 

นอกจากพรีเมียร์ลีกยังมีลีกดังระดับโลกอื่นๆ ที่ยังอยู่กับช่อง และยังโฟกัสที่จะให้ความสำคัญต่อไป

“ถึงเราจะขาดทุนแต่สิ่งหนึ่งที่พีพีทีวีได้มาก็คือคนยังมองเราออกว่าเป็นช่องฟุตบอล ซึ่งเป็นลีกระดับโลก เป็นเรื่องที่น่าดีใจนะครับ เพราะในขณะที่หลายๆ ช่องยังไม่รู้ว่าจุดยืนของช่องตัวเองเป็นอะไรด้วยซ้ำ”

 พีพีทีวีกำลังจะต่อยอดจากเวิลด์คลาสฟุตบอล เป็นเวิลด์คลาสสปอร์ต และเวิลด์คลาส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ รวมทั้งดึงเอาเอเชียนซีรีส์แนวโมเดิร์นดราม่า รายการอีสปอร์ต “คิง ออฟ เกมเมอร์ส ซีซั่น 2” เข้ามาเสริมทัพด้วย

สำหรับการสร้างรายได้ในออนไลน์สุรินทร์ให้ความเห็นว่า

“สำหรับผมถ้าจะทำรายได้ให้โตในออนไลน์ ต้องทำ first screen ให้ฮิตก่อน ถึงจะต่อยอดได้  ถ้าหน้าจอทีวีคนดูยังไม่ติด บนออนไลน์ก็ไม่มีคนดูหรอก และถึงจะคนดูเยอะเท่าไหร่ แต่เงินก็ไม่เยอะเท่าทีวีแน่นอน ผมถึงบอกว่าคนที่ทำทีวีต้องบาลานซ์ให้ได้ทั้ง old media และ new media เราจ่ายเงินเยอะแยะเพื่อไปซื้อไลเซนส์มาทำโทรทัศน์ แต่คิดจะเน้นการขายผ่านออนไลน์ ซึ่งต่อให้คนดูเป็นร้อยล้านวิว ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้เงินเท่าการขายสปอตโฆษณาในทีวี”

สุดท้าย สุรินทร์บอกว่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ภายในปีนี้พีพีทีวีก็จะก้าวไปอยู่ในอันดับ 6-10 และ อีก 2-3 ปีข้างหน้าก็จะถึงจุดคุ้มทุน

 

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer