คุณคิดว่าคุณค่าของคนวัดกันที่อะไร? “กตัญญู” ภาพยนตร์ที่หลายคนกลั้นน้ำตาไม่อยู่

ในช่วงเวลาที่เงียบที่สุด เคยมีคำถามเหล่านี้ ผุดขึ้นมาในหูบ้างไหม “ว่าชีวิตคืออะไร” “เราเกิดมาทำไม”

เป็นคำถามที่ดูเหมือนง่ายที่สุด ใกล้ตัวที่สุด แต่กลับหาคำตอบยากที่สุด

เรามุ่งมั่นทำงาน เราเพียรสร้างความมั่นคงในชีวิต หลายคนออกเดินทางสุดขอบโลกตามหา “คุณค่าของตัวเอง” โดยที่ไม่รู้เลยว่า แท้จริงแล้ว คุณค่าที่เราตามหา อยู่ใกล้แค่ในบ้านเรา..

บางที..ชีวิตคืออะไร อาจจะไม่สำคัญเท่ากับ ชีวิตนี้เราทำเพื่อใคร

มาค้นหาคำตอบกับภาพยนตร์ที่เราอยากให้ทุกคนในครอบครัวได้ดู เพื่อที่จะเข้าใจ “คุณค่า” ที่สังคมเราค่อยๆลืม

หลังจากที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบ สิ่งแรกที่ทำคือมือซ้ายกำทิชชู่เช็ดน้ำตา มือขวาคลิกเบาๆ ที่ปุ่มแชร์

นี่คือผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่กำลังทอล์กออฟเดอะทาวน์ คนแชร์เยอะสุดในตอนนี้

ภายใต้ความซาบซึ้ง รู้สึกเหมือนกันหรือไม่ว่าเรากำลังถูกฮุคเข้าที่ท้องอย่างจัง ทั้งพล็อตเรื่อง การดำเนินเรื่องที่สะท้อนให้เห็นภาพของสังคม กับบทสรุปของเรื่องที่เราต้องกลับมาคำถามตัวเองอีกครั้ง ว่าทุกวันนี้เรามองเห็นคุณค่าที่แท้จริงในชีวิตแล้วหรือไม่

ในสังคมที่วัดกันด้วยความเก่ง ความสามารถ แต่คุณธรรมความกตัญญูกลับดูเลือนหายไป เพราะเราต่างให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า จนลืมไปว่ามีคนข้างหลังที่ผลักดันความสำเร็จของเราอยู่ ต้องขอบคุณเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่กระตุกให้เราคิดถึงคำว่า “กตัญญูกตเวที” ในบริบทที่มีความหมายอย่างลึกซึ้ง เพื่อสื่อสารกับคนในยุคใหม่นี้ได้มากกว่าเดิม

 

จากปรัชญาองค์กร สู่ภาพยนตร์เพี่อสังคมไทย

ภาพยนตร์ชุด ‘กตัญญู’ ถือเป็นครั้งแรกที่ ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์’ หยิบเอาค่านิยมขององค์กร หรือ ‘หลักปรัชญา 3 ประโยชน์’ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนให้กับประเทศชาติ สังคม และองค์กร สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้

สอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนของเครือฯ ที่มุ่งมั่นเพื่อทุกชีวิตยั่งยืน ตามยุทธศาสตร์ 3 Hs ได้แก่

Heart: มุ่งมั่นทำธุรกิจด้วยใจที่ยั่งยืน

Health: มุ่งมั่นสร้างสังคมที่ยั่งยืน

Home: มุ่งมั่นเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ซึ่งจะเห็นว่า “ความกตัญญู มีความชัดเจนมากใน ‘ค่านิยม 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์’ และมีความชัดเจนมากในบริบทของความเป็นครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในระบบสังคม ด้วยเหตุนี้ ‘กตัญญู’ จึงถือเป็น ‘เมล็ดพันธุ์’ ที่เราควรปลูกฝังให้เติบใหญ่ในจิตใจของลูกหลาน ในจิตใจของผู้บริหาร จิตใจของผู้นำ ในจิตใจของพนักงาน ในจิตใจของเพื่อนคู่ค้า และก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม ให้กับประเทศ และโลก”

แน่นอนว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นที่รู้จักกันดีของทุกคนอยู่แล้ว ในฐานะแบรนด์คนไทยที่ประสบความสำเร็จระดับโลก อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความสำเร็จของธุรกิจ คือการย้ำเตือนให้สังคมไทย ร่วมกันปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความกตัญญู คุณธรรมที่อยู่ในจิตสำนึกของคนไทย เป็นรากของวัฒนธรรมไทยตลอดมา ให้เติบใหญ่อย่างยั่งยืนต่อไป ผ่านการทำภาพยนตร์กตัญญูชิ้นนี้

ที่ไม่ได้มาเพื่อการขายของ แต่เครือเจริญโภคภัณฑ์ต้องการย้ำเตือนให้คนไทยมองเห็นคุณค่าความสำคัญเรื่อง “ความกตัญญูกตเวที” ที่นับวันค่อยๆ เลือนหายไป

หัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการปลุกจิตสํานึกกตัญญูกตเวที  โดยเริ่มจากความกตัญญูต่อคนที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างพ่อแม่หรือคนในครอบครัวที่เลี้ยงดูเรามาด้วยสายใยแห่งความรัก เป็นเสมือนรักแรกและรักแท้ที่นําทางให้เราก้าวไปสู่การดําเนินชีวิตที่ประสบความสำเร็จ

 

กตัญญูกตเวที คุณธรรมที่นำความสำเร็จ

 ท่ามกลางกระแสความเจริญของโลกยุคใหม่ วิวัฒนาการของโลกที่หมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทําให้มุมมอง ค่านิยม และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนวิ่งตามการใช้ชีวิตแบบสมัยนิยม (modern-ism) คํานึงถึงแต่ตัวเองกันมากขึ้น (me-ism) ให้ความสําคัญกับความเจริญทางวัตถุมากขึ้น (material-ism) ส่งผลให้วัฒนธรรมของความกตัญญู (culture of gratitude) ที่เป็นรากฐานของสังคมที่แข็งแรง ยั่งยืนตามแนวคิดของสังคมตะวันออกที่เรายึดถือกันมาอย่างยาวนาน เริ่มลดบทบาทความสําคัญลง

“ครูประจักษ์” คือตัวละครที่สะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วความกตัญญูกตเวที ไม่ควรเลือนหายไปจากสังคม

บทบาทหนึ่งของเขาคือการเป็นครูที่ดี คอยแนะนำสั่งสอน และถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์ ทั้งยังมีฝีมือที่หาจับตัวยาก

แต่อีกบทบาทหนึ่ง เขาคือลูกชายคนเดียวที่ต้องดูแลแม่ที่ป่วยอัลไซเมอร์

ถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร ส่งแม่ไปอยู่โรงพยาบาล? จ้างคนมาดูแล?

บางทีครูประจักษ์ก็อยากทำอย่างนั้น แต่เขารู้ดีว่าคนที่จะดูแลแม่ได้ดีที่สุดคือตัวเขาเอง

ประเด็นนี้น่าสนใจ ตัวภาพยนตร์สร้างสถานการณ์ที่ลำบากให้ตัวละครครูประจักษ์ เป็นการสะท้อนภาพของสังคมปัจจุบันไม่ว่าคนเมืองหรือคนต่างจังหวัด ทุกคนล้วนแล้วแต่มีบทบาทหน้าที่ ที่ตนต้องรับผิดชอบ บางคนอาจจะลำบากมากกว่าเราด้วยซ้ำ

แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่เขาจะไม่ดูแลคนที่มีพระคุณมากที่สุด การดูแลพ่อแม่ จึงไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถของเราทุกคน

ส่วนใครบริหารจัดการได้ดีแค่ไหน ค่อยว่ากันไป

สำหรับครูประจักษ์ มันไม่ง่ายที่จะให้ใครเข้าใจเหตุผลของเขา แต่ท้ายสุดแล้ว “ความกตัญญู” ก็เสมือนเกราะคุ้มกัน ที่ทำให้เขาผ่านพ้นปัญหาไปได้

สิ่งที่ประทับใจ คือตอนจบที่ครูประจักษ์ได้สอนบทเรียนเรื่อง “ความกตัญญูกตเวที” ต่อหน้าลูกศิษย์ของเขา นี่คือบทเรียนที่สำคัญไม่แพ้ตำราเรียน เป็นบทเรียนจากชีวิตจริง ที่สอนโดยการกระทำใช่เพียงคำพูด

 

Respect เรียนรู้ ยอมรับ เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและยั่งยืน

นอกจากเรื่องความกตัญญูกตเวที มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ

ในภาพยนตร์ตอนต้นเรื่อง ผู้คนต่างตั้งข้อสงสัยเรื่องที่ตัวละครครู พาแม่มาอยู่ในห้องด้วย ซึ่งทุกคนมองว่าเป็นเรื่องประหลาด ครูทำแบบนี้ไม่ถูก ทำไมไม่ให้แม่อยู่บ้าน ทำไมไม่จ้างคนมาดูแลแม่ บางคนถึงขนาดหวาดวิตก กลัวว่าจะมีอันตรายกับลูกหลาน ถึงขั้นจะพาลูกไปเรียนที่อื่น

อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมผู้ปกครอง แน่นอนพ่อแม่ผู้ปกครองย่อมมีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถาม เพราะการที่มียายคนหนึ่งที่ป่วยอัลไซเมอร์มานั่งอยู่ในห้องเรียนด้วย ถึงจะไม่มีอันตราย แต่อย่างน้อยจะกระทบต่อการเรียนหรือไม่ และจะทำให้ประสิทธิภาพของครูในการสอนลดลงด้วยอีกหรือไม่เช่นกัน  (สอนไปต้องพะวงไป)

ขณะที่ครูประจักษ์เองก็คงไม่มีทางเลือกมากนัก อาชีพครูต่างจังหวัดที่รายได้อาจไม่พอกับการจ้างคนมาดูแลเป็นพิเศษ ทางออกเขามีแค่อย่างเดียว คือต้องทำงานพร้อมกับดูแลแม่ไปด้วย

ตรงนี้น่าสนใจ แล้วถ้าเป็นเราล่ะ จะ Take side ข้างใด?

เป็นการวัดน้ำหนักกับคนดูว่าเราจะเลือกอะไร ระหว่าง “ระเบียบที่ควรจะเป็น” กับ “คุณธรรมความกตัญญู” อะไรคือทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด?

นี่อาจจะเป็นสถานการณ์ที่ตอบยาก เพราะตัวละครทั้งผู้ปกครองและครูประจักษ์ ต่างก็มีเหตุผลที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ในตอนท้ายเราได้เห็นแล้วว่า เมื่อผู้ปกครองได้รับทราบเหตุผลของครูประจักษ์ ทุกคนก็อ่อนคล้อยและเปิดใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งนำไปสู่บทสรุปที่สวยงามที่สุด

บางทีความถูกต้องอาจไม่ได้สำคัญมากไปกว่าการที่เราได้เปิดใจ เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งของสังคมไทย คือถ้าเราลองรับฟังเหตุผลฝั่งตรงข้ามอย่างเปิดใจ เราจะเห็นว่าปัญหาทุกสิ่ง ย่อมมีทางออก ภายใต้ความขัดแย้ง ถ้าเรายอมรับ เคารพ (Respect) กันและกัน ย่อมทำให้สถานการณ์ร้ายเบาบางลง

ซึ่งนี่เป็นอีกเมสเซสที่สำคัญอีกประการหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้

โดยสรุป เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสร้างความประทับใจและกระตุ้นเตือนให้คิดถึงคำว่า “กตัญญูกตเวที” ให้กับคนดูทุกคน

การแสดงความกตัญญูนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ และทำได้ทุกวัน คุณต้องหมั่นขอบคุณเพื่อนร่วมงานให้เป็นนิสัย หรือส่งข้อความแสดงความคิดถึงครูบาอาจารย์ หรือหัวหน้างานผู้สอนวิชาคุณ และแน่นอนที่สุด คนที่รักคุณที่สุดกำลังรอกอดคุณอยู่ที่บ้าน อย่าลืมใส่ใจสารทุกข์สุกดิบของท่าน

เครือเจริญโภคภัณฑ์เชื่อว่าถ้าคุณธรรมนี้โตในจิตใจของเราทุกคน ย่อมทำให้สังคมเราเติบโตมีความสุขอย่างยั่งยืน

แค่เราทุกคน “เชื่อ” ในความกตัญญู และ “ลงมือทำ”

#เชื่อในความกตัญญู #กตัญญู

 

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer