“ยาดม” ก็ต้องขาย “เถ้าแก่น้อย” พลิกเกมดึงทัวร์จีน เปิด “Taokaenoi Land PLUS” ขายสารพัดของฝาก

อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดสาหร่ายเติบโตลดลง สาเหตุจากการชะลอตัวของการท่องเที่ยวจากประเทศจีน ส่งผลกระทบถึงเถ้าแก่น้อยโดยตรง

อิทธิพัทธ์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวจีนก็ยังมีความสำคัญอย่างมาก และบริษัทก็ยังคงดำเนินธุรกิจโดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเป็นลูกค้ากลุ่มหลัก บริษัทจึงเปิด “Taokaenoi Land Plus”  One Stop Shopping ที่มีสินค้าของเถ้าแก่น้อย รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มสุขภาพ สปา ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สิ่งทอ และของฝาก
สินค้าภายในร้านแบ่งออกเป็นอาหาร (Food) 40%  และที่ไม่ใช่อาหาร (Non-Food) อีก 60% โดยมีลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวจีน 70% นักท่องเที่ยวเอเชียอื่นๆ 20% และคนไทย 10%

จากสถิติของเถ้าแก่น้อยพบว่า ลูกค้าใช้เวลาเดินช้อปปิ้งราว 20-30 นาที และซื้อของเฉลี่ย 400-500 บาทต่อหนึ่งบิล

“เราเน้นจับทัวร์จีน เลยไปตั้งตามจุดที่เป็น Location Landmark ซึ่งพฤติกรรมคนจีนเขารู้จักแบรนด์เถ้าแก่น้อยอยู่แล้ว โดยสินค้าที่ชาวจีนซื้อในจำนวนมากที่สุดจะเป็นพวกยาดม ยาหอม ส่วนหมวดอาหารก็เป็นสาหร่ายเถ้าแก่น้อยเอง ดังนั้นโจทย์ของเราคือเปิดเถ้าแก่น้อยพลัสให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ทำให้เป็น Top of Mind ของลูกค้า” อิทธิพัทธ์กล่าว

อิทธิพัทธ์ทิ้งท้ายว่า บริษัทตั้งเป้าจะขยายอีก 100 สาขา ภายในระยะเวลา 4 ปี แบ่งเป็นร้านเถ้าแก่น้อยมินิ (พื้นที่น้อยกว่า 50 ตารางเมตร: 1-2 ล้านบาท) 30%  ร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ (50-150 ตารางเมตร: 2-3 ล้านบาท) 30% และร้านเถ้าแก่น้อยพลัส (มากกว่า 150 ตารางเมตร: 5-10 ล้านบาท) 40% ใช้งบลงทุนเฉลี่ย 1.5-2 ล้านบาทต่อสาขา และตั้งเป้ารายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ภายในปีหน้าเถ้าแก่น้อยจะปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ออกไปในทาง “Happy Company” มากยิ่งขึ้น

สำหรับตลาดขนมขบเคี้ยว ปี 2560 มีมูลค่า 35,000 ล้านบาท มีการเติบโตเฉลี่ย 5-6% ส่วนตลาดขนมขบเคี้ยวประเภทสาหร่ายคิดเป็น 8-9% ของมูลค่าตลาดรวม หรือประมาณ 3 พันล้านบาท โดยในตลาดสาหร่าย “เถ้าแก่น้อย” ครองส่วนแบ่งการตลาดไปกว่า 70% โดยอันดับ 2 มีส่วนแบ่งประมาณ 20%