โอปอล์ ปาณิสรา ทำธุรกิจด้วย Passion “ไม่ใช่แค่ธุรกิจดารา เพราะเธอไม่ได้มาเล่นๆ”

คำว่า ‘ธุรกิจดารา’ ในมุมมองของใครหลายคนคือความฉาบฉวยที่ใช้ชื่อเสียงมาทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถประคองให้ธุรกิจนั้นคงอยู่ในระยะยาวได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เมื่อเหล่าดาราทำธุรกิจอะไรใหม่ออกมาก็มักจะถูกผู้คนปรามาสว่า ‘สักพักเดี๋ยวก็ไป’

และด้วยความที่สวมหมวกของการเป็นนักธุรกิจหลายใบ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า โอปอล์ ปาณิสรา อารยะสกุล เป็นหนึ่งในดาราที่ถูกคนภายนอกเหมารวมให้อยู่ในภาพลักษณ์ของความฉาบฉวยนั้น

แต่ด้วยระยะเวลาในการทำบริษัทผลิตรายการทีวีอย่างนางแมวป่ามานานกว่า 9 ปี, ร้านกาแฟ O’s Coffee 12 ปี และสบู่แบรนด์ Oab’s Soap อีก 2 ปีที่ได้รับการันตีจากกระทรวงพาณิชย์ และรางวัล BEST OF THE BEST SOAP จาก CLEO Beauty Hall Of Fame 2018 น่าจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้ใครหลายคนเห็นแล้วว่า เธอไม่ได้ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยชื่อเสียงของความเป็นดารา

แต่ขับเคลื่อนด้วย passion ที่มาพร้อมกับกลยุทธ์ต่างๆ อย่างมีแบบแผน จนทำให้เรากล้าเรียกเธอว่านักธุรกิจตัวจริงได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

จุดเริ่มต้นของธุรกิจ ที่มาจากห้องซีร็อกซ์ใน GTH

จากเด็กนิเทศฯ จุฬา เรียนดี ทำกิจกรรมเด่น จนทำให้ผู้ใหญ่ใน GTH เห็นแววและชวนไปเล่นหนังเรื่อง แจ๋ว ควบคู่ไปกับการทำงานเบื้องหลังอย่างการเป็นแคสติ้งนักแสดงของค่าย

แต่เราอาจจะไม่รู้จักโอปอล์อย่างทุกวันนี้ได้ ถ้านางสาวโอปอล์ในช่วงปี 4 ในวันนั้นไม่ตัดสินใจทิ้งอาชีพนางฟ้าบนเครื่องบินแล้วหันมาทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าจะเสียดายถ้าทิ้งโอกาสนั้นไป

“ตอนเรียนจบเราเป็น 2 ใน 800 คนที่สอบติดแอร์ฯ ของสายการบินระดับโลก ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ผู้ใหญ่ของ GTH ชวนไปเล่นหนังเรื่อง เพื่อนสนิท เราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการตัดสินใจที่ยากมาก เพราะอย่างแรกมันจะทำให้ชีวิตเราสบาย ส่วนอย่างหลังมันคือสิ่งที่เรารัก

ซึ่งก็คงไม่ต้องบอกว่าสุดท้ายแล้วเราเลือกอย่างไหน

พอจบจากเรื่อง เพื่อนสนิท ก็ได้ทำงานอยู่ในวงการมาโดยตลอด แต่จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจจริงๆ มันอยู่ที่ความเป็นคนเบื้องหลังของเราที่มันไม่เคยหายไปไหน อย่างเวลาไปเป็นพิธีกรแล้วเห็นสคริปต์ บางทีก็แอบงงเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงเอาประเด็นนี้มาพูด หรือทำไมเราต้องกรี๊ดผู้ชาย กรี๊ดแขกรับเชิญตลอดเวลา ทั้งที่บางทีเราก็ไม่ได้อยากกรี๊ดขนาดนั้น แต่ทำไงได้มันก็ต้องทำไปตามบทที่เขาวางไว้

และด้วยความ ‘ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ’ มันเป็นสิ่งเร้าเรามาโดยตลอด ก็เลยตัดสินใจเปิดบริษัทผลิตรายการเป็นของตัวเองกับเพื่อนอีก 2 คน ซึ่งนั่นก็คือนางแมวป่า แรกๆ ออฟฟิศของเราคือการไปใช้ห้องซีร็อกซ์ของ GTH ประชุมงานกัน คนมักจะเข้าใจผิดคิดว่าเราเป็นซับของ GTH แต่เปล่าจ๊ะ เรามาอาศัยเขาเฉยๆ (หัวเราะ)

จนเมื่อเรารู้สึกว่า เออ! เรามารบกวนเขามากไปแล้วแหละ ก็เลยตัดสินใจไปเช่าห้องเล็กๆ ที่อยู่ข้างคอร์ทแบดทำเป็นออฟฟิศ เพื่อทำรายการทีวี ไม่ว่าจะเป็น Loukgolf english room, ด็อกเตอร์สมิธ, Opal All Around และ Opal Law เฟิร์ม

คือถ้าสังเกตจะเห็นว่ารายการที่นางแมวป่าทำมันจะเป็นแนว Edutainment ทั้งหมด ไม่ฉูดฉาดมาก แต่เราว่ามันมีประโยชน์กับคนดูและมันก็เป็นทางของเราจริงๆ

จนถึงตอนนี้นางแมวป่าก็มีมาประมาณ 9 ปีแล้ว ขยับขยายออฟฟิศจากห้องเล็กๆ ข้างคอร์ทแบดมาซื้อตึกที่ทาวน์อินทาวน์เป็นของตัวเอง ที่ต้องขยายก็เพราะทุกวันนี้เราไม่ได้ทำแค่รายการทีวี แต่ยังรวมไปถึงสื่อออนไลน์ เป็นที่ปรึกษาให้กับแบรนด์ต่างๆ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็นเอเยนซี่โฆษณานั่นแหละ

ที่ทำร้านกาแฟ เพราะเป็นคนที่เสียเงินให้กับกาแฟเยอะมาก

นอกจากจะเป็นนักแสดง พิธีกร เจ้าของบริษัทนางแมวป่า อีกสิ่งที่โอปอล์ทำควบคู่กันไปก็คือร้านกาแฟที่ทำมาตั้งแต่ปี 2006 ในนามของ O’s Coffee

“เราชอบทำอะไรบนพื้นฐานของ Passion อยู่แล้ว อย่างชอบรายการแนว Edutainment ก็ทำนางแมวป่าขึ้นมา เช่นเดียวกันกับกาแฟ เราชอบกินมาก และเสียเงินให้กับมันเยอะมากเช่นกัน ก็เลยตัดสินใจกับน้องชายทำร้านกาแฟเล็กๆ ของเราขึ้นมาเอง

ซึ่งมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ลูกค้ามักจะถามหาไม่น้อยกว่ากาแฟ ก็คือ กากกาแฟ เราก็สงสัยมากว่า เอ๊ะ! เขาเอากากพวกนี้ไปทำอะไรกัน พอเข้าไปถามก็เลยรู้คำตอบว่าเอาไปขัดตัว ก็เลยเอามาลองทำบ้าง ผลที่ได้คือผิวมันเนียนขึ้นจริงๆ เลยคิดต่อยอดสนุกๆ ว่าถ้าหากทำขายจะมีคนซื้อไหม

ก็เลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับสามีที่เป็นหมอผิวหนัง แล้วเขาอินกับเรื่องนี้มากถึงมากที่สุด เลยลองเอาเข้าห้องแล็บอย่างจริงจัง ผลที่ได้คือเฟล มันไม่ได้เป็นเหมือนกับที่คิดไว้ การทำใช้เองกับการทำขายมันต่างกัน เพราะกากกาแฟถ้าปล่อยไว้นานๆ มันจะขึ้นรา

แต่เราก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจนะ เพราะยังไงก็ยังเป็นคนที่อินกับกาแฟอยู่ดี ก็เลยหาวิธีไปเรื่อยๆ จนค้นพบว่าอราบิก้าซึ่งเป็นเมล็ดกาแฟคั่วบดคือคำตอบของเรา พอได้วัตถุดิบตั้งต้นแล้วก็ลองเอาเชียร์บัตเตอร์ น้ำมันรำข้าวใส่ลงไปเพื่อเป็นการบำรุงผิวลงไประหว่างขัด ซึ่งทั้งเชียร์บัตเตอร์และน้ำมันรำข้าวมันแพงมากนะ แต่ไม่เป็นไร เราสาแก่ใจที่ได้ใช้ของดีๆ แบบนี้ก็ใส่ลงไปอย่างไม่ลังเล”

การตลาดแบบบอกต่อ ทำให้สต๊อกของที่จะขายใน 1 ปี หมดภายใน 1 สัปดาห์

เพราะจุดเริ่มต้นในการทำสบู่กาแฟคือ Passion ไม่ใช่ผลกำไร ช่องทางการขายจึงเป็นเพียงแค่หน้าร้าน O’s Coffee 5 สาขา และทำการตลาดแบบที่โอปอล์และน้องชายเป็นแอดมินเพจด้วยตัวเอง ทำคอนเทนต์เอง ตอบ Inbox เองทั้งหมด

โดย Oab’s Soap ล็อตแรกที่ถูกผลิตขึ้นโอปอล์และน้องชายหวังว่ามันจะเป็นสต๊อกที่เอาไว้ขายสำหรับ 1 ปี แต่เมื่อถึงเวลาจริงมันกลับขายหมดในระยะเวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์ ด้วยพลังแห่งการตลาดที่ทรงพลังที่สุดนั่นคือ ‘การบอกแบบปากต่อปาก’

“เราตกใจมาก เกินที่คิดไว้มาก เพราะการที่เราเป็นแอดมินเอง ทำคอนเทนต์เอง และขายเพียงแค่ที่หน้าร้านของตัวเอง นั่นหมายถึงเราตั้งใจจะทำมันแค่เล็กๆ ไม่ได้คาดหวังเรื่องยอดขายกับมันมาก แค่ทำมาสนอง need ตัวเองเท่านั้น

แต่พอผลตอบรับมันดีเกินคาด ก็เลยเริ่มมาโฟกัสกับมันอย่างจริงจังมากขึ้น เริ่มขยายโปรดักต์ไลน์ จากสบู่กาแฟเพียงอย่างเดียวก็เพิ่มเป็นสบู่น้ำผึ้งสำหรับล้างหน้า มอยซ์เจอไรเซอร์ รวมไปถึงมาสก์ แล้วก็ค่อยๆ ขยับขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้ง Watsons, Eveandboy, Tops, Big C และปี 2562 จะเอาเข้า 7-Eleven แล้ว”

ขยายช่องทางแต่ไม่ขยายนายทุน

จากสบู่ที่ทำเพื่อสนอง Need และขายแบบเล็กๆ ที่หน้าร้านกาแฟของตัวเอง แต่ตอนนี้ Oab’s Soap ได้กลายเป็นแบรนด์สบู่ที่มีช่องทางจัดจำหน่ายทั่วประเทศจนได้รับการการันตีจากกระทรวงพาณิชย์ให้เป็น 1 ใน 10 ของ Top Thai Brand ที่ถูกคัดเลือกให้ออกไปเปิดตลาดที่ลาวและพม่า

และหากเปรียบเทียบการเติบโตที่ว่ากับ Product life cycle นี่คงจะเป็นช่วงที่กราฟกำลังอยู่ในขั้นที่จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ซึ่งหากเป็นนักธุรกิจหลายคนก็อาจจะต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อทำการขยับขยาย

แต่ไม่ใช่กับโอปอล์ เพราะไม่ว่าจะเป็นสบู่หรือธุรกิจอะไรก็ตามเธอเลือกที่จะเติบโตในรูปแบบของตัวเอง ขยับขยายแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยกำลังที่มีอยู่โดยที่ไม่กู้หนี้ยืมสิน

“การที่เราไม่กู้หนี้ยืมสินไม่ได้แปลว่าเราไม่อยากเติบโต แต่ด้วยความที่เราเป็นคนทำอะไรบนพื้นฐานสุขนิยม ดังนั้นเราอยากโตบนพื้นฐานของความท้าทายไม่ใช่ความกดดัน เราอยากอยู่แบบยั่งยืนมากกว่าโตแบบพลุที่มาปุ้งเดียวแล้วไม่นานก็ไป”

กลุ่มเป้าหมายของ Oab’s Soap ไม่ใช่แค่ผู้หญิงธรรมดา แต่คือผู้หญิงที่เห็นคุณค่าในตัวเอง

เพราะสบู่คือตลาดที่มีความ Red Ocean มาก มีทั้งผู้ผลิตที่เป็นทั้งแบรนด์เล็กและใหญ่อยู่ในตลาด เมื่อถามว่าแล้วอะไรคือจุดเด่นที่จะทำให้ผู้คนตัดสินใจหยิบ Oab’s Soap กลับบ้านมากกว่าคู่แข่งแบรนด์ข้างๆ ที่วางอยู่บนเชลฟ์เดียวกัน สิ่งที่โอปอล์ตอบกลับมาก็คือ

“เราไม่เคยบอกว่าใช้ Oab’s Soap แล้วทำให้ขาว แต่มันคือความเนียนของผิว ที่ไม่ว่าผิวของคุณจะเป็นสีไหนก็สามารถทำให้สวยเนียนในแบบฉบับของตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องไปตามค่านิยมของสังคมที่ใครไม่รู้เป็นคนกำหนดขึ้นมา

เราเป็นแบรนด์ไม่ได้อินกับอินไซต์ที่ว่าใช้สบู่ของเราสิ ผิวคุณจะขาวกระจ่างใส แล้วคุณจะเป็นที่จับตามองของผู้ชายในคืนนี้ นั่นคือความสุขที่เกิดจากคนอื่น

แต่เราอยากทำให้พวกเขามีความสุขที่เกิดมาจากตัวเอง ว่าฉันสวยในแบบของฉันได้ ถึงผิวฉันจะเข้มแต่ก็สวยได้ด้วยความเนียน ซึ่งนี่คือจุดแตกต่างของเรา

และเราว่ามันเป็นทัศนคติที่ค่อนข้างสากล ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายของ Oab’s Soap ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง 80% ที่มีความฉลาดในการใช้ชีวิตและมีความภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น”

ธุรกิจล่าสุด โอปอล์ ปาณิสรา กับการสวมหมวกเป็นผู้นำเข้าผลไม้ที่ร่วมทุนกับรัฐบาลญี่ปุ่น

บริษัทผลิตรายการทีวี-เอเยนซี่โฆษณา-ร้านขายกาแฟ-ทำแบรนด์สบู่ รวมถึงงานเบื้องหน้าที่ยังรับเป็นพิธีกรและวิทยากรอยู่ประปราย

คุณว่ามันเป็นจำนวนงานที่มากพอแล้วสำหรับคนคนหนึ่งใช่ไหม?

แต่ไม่ใช่กับโอปอล์ เพราะจำนวนงานที่เยอะข้างต้นไม่ได้ทำให้ Passion ในการทำงานลดน้อยลงไป สะท้อนได้จากธุรกิจล่าสุดที่ร่วมมือกับป้าตือในการนำเข้าผลไม้จากญี่ปุ่นภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า Wa Theater ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกิดจากความอยากให้ลูกแฝดของเธอได้มีผลไม้ดีๆ กินกันตลอดปี

“มันเริ่มมาจากป้าตือเป็นออร์กาไนซ์ให้กับงานผลไม้ญี่ปุ่นที่เข้ามาในไทย แล้วเรากับป้าตือก็ได้ลองไปชิมผลไม้ในงาน

คือสัมผัสแรกที่ได้กินเข้าไปมันไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่คือความรู้สึกว่ารสชาติแบบนี้มันเกิดขึ้นมาได้ไง มันหอม มันหวาน มันกรุบ แล้วเราก็อยากให้ลูกได้มีผลไม้ดีๆ แบบนี้กินตลอดปี ก็เลยตัดสินใจบินไปที่แหล่งต้นกำเนิดด้วยตัวเองโดยการช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างเป็นจริงเป็นจังเพื่อนำเข้ามาขายในไทยในนามของแบรนด์ Wa Theater”

วิธีทำหลายอย่าง ให้ออกมาดีทุกอย่าง 

มีคนเคยบอกว่าการจะทำอะไรให้ออกมาดี ควรเลือกทำเพียงสิ่งเดียวแล้วโฟกัสไปยังสิ่งนั้นให้ออกมาดีที่สุด แต่คำพูดดังกล่าวอาจใช้ไม่ได้กับโอปอล์ เพราะเธอคือผู้หญิงที่ทำหลายอย่างให้ออกมาดีทุกอย่างในเวลาเดียวกันได้

เมื่อถามว่าแล้วเธอมีวิธีบริหารจัดการเวลาและสมองของตัวเองอย่างไร สิ่งที่โอปอล์ตอบกับเรามาก็คือ

“วินัยคือสิ่งที่ทำให้เราจัดการเวลาที่มีอยู่ 24 ชั่วโมงได้อย่างไม่ติดขัด เราเป็นคนมีวินัยมาตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างที่ทำต้องผ่านการวางแผน ไม่ว่าจะเป็นแผนระยะสั้นว่าในวันๆ หนึ่งต้องทำอะไร ต้องนอนกี่ชั่วโมง ตื่นกี่โมง แล้วต้องมีเวลาให้ครอบครัวเท่าไร

หรือกับแผนระยะยาวที่เราวางไว้ตั้งแต่เข้าวงการมาแรกๆ ว่าเราจะแสดงไปอย่างนี้ถึงกี่ปี อนาคตจะเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวยังไง ทุกอย่างที่มันเป็นได้อยู่ทุกวันนี้ล้วนแต่เกิดจากการวางแผนทั้งหมด และวินัยคือสิ่งที่ทำให้เราทำให้แผนเหล่านั้นสำเร็จไปเรื่อยๆ ได้

เห็นภายนอกดูเป็นคนตลก แต่ที่จริงเราไม่ได้ใช้ชีวิตตลกไปวันๆ นะ”

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer