ป้ายโฆษณาที่ติดอยู่หลายสาขาไปรษณีย์ไทยที่ระบุว่า “ใช้ไปรษณีย์ไทย คือการตอบแทนคุณแผ่นดิน” อาจจะเป็นเรื่อง “ตลกร้าย” ที่คนทั่วไปแชร์วนไปในโลกออนไลน์

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็แสดงถึงความกังวลของ “ไปรษณีย์ไทย” ไม่ใช่น้อย ถึงแม้สถานะของตัวเองคือเบอร์หนึ่ง ที่ทิ้งห่างคู่แข่งด้วยตัวเลขรายได้และกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งมาจากตลาดส่งพัสดุในไทยที่คนนิยมส่งพัสดุเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลหากเทียบกับในอดีต ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของตลาด E-commerce 

เพราะในสภาวะตลาดเติบโตหวือหวา คู่แข่งก็เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ต่างชาติ เช่น Kerry Express สัญชาติฮ่องกง, DHL จากเยอรมนี, SCG Express ที่ร่วมมือกับบริษัทญี่ปุ่น รวมไปถึงกลุ่มบริการส่งด่วนภายในหนึ่งวันอย่าง Line Man, LaLa Move, และอีกหลายๆ บริษัท ซึ่งก็คือกลุ่มบริษัทต่างชาติทั้งนั้น

เมื่อคู่แข่งในอดีตจาก 2-3 ราย มาวันนี้น่าจะมีมากกว่า 10 รายย่อมทำให้ “ไปรษณีย์ไทย” เองก็ต้องคิดหนักกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในวันนี้ แม้ตลาดส่งพัสดุจะเติบโตทุกปีก็ตามที 

และ “ไปรษณีย์ไทย” ก็น่าจะกังวลมากขึ้นไปอีก เมื่อมี 2 แบรนด์จีนหน้าใหม่อย่าง Best Express และ Flash Express ที่บินด่วนมาเปิดบริการส่งพัสดุในเมืองไทย โดยมี Back Up ชั้นดีอย่างบริษัท “อาลีบาบา” เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

“ตลาดส่งพัสดุในไทยเพิ่งจะเริ่มต้น เพราะเรามองว่าตลาด E-commerce ของไทยก็เพิ่งจะเริ่มต้นเช่นกันหากเทียบกับในประเทศจีน มุมมองของเราคือตลาดส่งพัสดุไทยจะยังเติบโตได้อีกมาก ตรงนี้ทำให้เชื่อว่ายังมีพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ให้เรายืน” Johnny Chou ประธานกลุ่มบริษัทเบสท์ บอกเหตุผลที่เข้ามาลงทุนในเมืองไทย

Best Express แนวคิดแฟรนไชส์ 100% 

ปัจจุบันกลุ่มบริษัท เบสท์ ขยายธุรกิจอยู่ใน 16 ประเทศทั่วโลก อาทิ จีน, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, เกาหลีและไทย เป็นต้น โดยบริษัทแม่นั้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก โดยมีกลุ่มบริษัท อาลีบาบา ถือหุ้นอยู่ 22%

ส่วนในประเทศไทยนั้นการจะทำธุรกิจส่งพัสดุ มีกฎหมายบังคับว่าหากบริษัทต่างชาติจะเข้ามาทำธุรกิจนั้นจะต้องมีบริษัทในไทยร่วมทุนด้วย

ทำให้การเข้ามาทำธุรกิจในไทยนั้นกลุ่มบริษัท เบสท์ เลือกที่จะร่วมทุนกับบริษัท เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ที่ถือหุ้นประมาณ 60%

แนวคิดธุรกิจของ Best Express ในไทยก็คือระบบ “แฟรนไชส์ 100%” นั่นคือ Best Express จะทำหน้าที่ดูแลระบบขนส่งหลังบ้านทั้งหมด 

โดยหน้าที่ของ Best Express จะดูแลระบบ IT, คัดแยกสินค้าและการทำแพ็กเกจจิ้ง, วิ่งขนส่งพัสดุตามเส้นทางหลักจาก Hub ต่อ Hub รวมไปถึงการทำตลาดและสร้างแบรนด์

จากนั้นก็รวบรวมคนทำงานเพื่อสร้างเครือข่ายของตัวเอง โดยเลือกจะใช้แฟรนไชส์ 100% โดยได้ประกาศคัดเลือกกลุ่มนักลงทุนแฟรนไชส์ในช่วงไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา โดยคนที่สนใจจะเป็นแฟรนไชส์นั้นจะต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำ 5 ล้านบาทขึ้นไป โดยจะเน้นพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

โดยปัจจุบันมีนักลงทุนที่ร่วมแฟรนไชส์ 71 ราย โดยมีสาขาร่วมกัน 500 สาขา

และภายในสิ้นปี 2019 ต้องการมีนักลงทุนอยู่ในเครือข่ายมากกว่า 100 ราย พร้อมตั้งเป้ามี 2,200 สาขาทั่วประเทศ

โดยกลุ่มแฟรนไชส์จะทำหน้าที่หลักคือ “รับและกระจายสินค้าในช่วงสุดท้าย Last Mile Delivery” ส่งพัสดุถึงมือลูกค้า

อย่างไรก็ตาม Best Exprees ก็มีข้อจำกัด เพราะแฟรนไชส์ทุกรายจะต้องมีเงินลงทุนที่แข็งแรงทั้งจ้างพนักงาน, เช่าพื้นที่สาขา และข้อสำคัญที่สุดก็คือ “รถในการขนส่ง” ที่กลุ่มแฟรนไชส์จะต้องใช้เงินลงทุนเองทั้งหมด

“ในจีนเรามีบริการไฟแนนซ์ให้แก่บริษัทแฟรนไชส์ ถ้าจะออกรถใหม่มาขยายธุรกิจจะคิดในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เราเองก็กำลังพิจารณาความเป็นไปได้เพื่อนำโมเดลนี้มาใช้ในไทย”

แล้ว ณ เวลานี้ Best Express ทำอะไรได้บ้าง

1. การส่งด่วนภายใน 1 วันครอบคลุมทั่วประเทศ 2. ส่งพัสดุจากไทยไปจีนและจีนมาไทยในอัตราที่ถูก โดยอาศัยจุดแข็งของการเป็นบริษัทส่งพัสดุยักษ์ใหญ่ในจีน 3. ราคาที่แข่งขันในตลาดได้

“อัตราค่าบริการจะแตกต่างกันออกไปตามเวลาและสถานที่ส่งสินค้า แต่รับรองว่า Best Express มีค่าบริการที่ถูกและสามารถแข่งขันในตลาดได้” 

ต้องบอกว่าเกมนี้บริษัทจีนอย่าง Best Express ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เลือกจะลงทุนด้วยเงินมหาศาลคือ 5,000 ล้านบาทใน 5 ปี เพื่อพัฒนาระบบหลังบ้าน ขณะที่งบการตลาดจะมากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี เพื่อใช้สร้างแบรนด์

แล้ว Branding นี่แหละ! ที่เป็นการบ้านข้อใหญ่อีกข้อที่ Best Express ต้องรีบทำให้เสร็จ เพราะแม้ตลาดส่งพัสดุในไทยนอกจากจะมีคู่แข่งเกือบๆ 10 แบรนด์แล้วนั้น ในแง่พฤติกรรมนั้นคนไทยยังคุ้นชินอยู่กับไปรษณีย์ไทยและ Kerry Express ที่นอกจากมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ในแต่ละวัน 2 ยักษ์ใหญ่นี้ยังส่งพัสดุในจำนวนมหาศาล 

สิ่งที่ Best Express ต้องรีบเร่งคือ ให้คนไทยรู้จักและยอมรับตัวเองให้เร็วที่สุด เพราะหากรถขนส่งสินค้าว่างเปล่า มีลูกค้ามาใช้บริการน้อย 

กลุ่มนักลงทุนแฟรนไชส์ก็อาจขาดความเชื่อมั่นแล้วเกิดคำถามในใจว่าธุรกิจที่ตัวเองทำอยู่ ณ เวลานี้เป็นการลงทุนที่มาถูกทางแล้วหรือ? 

โดยปัจจุบันตัวเลขอัพเดตล่าสุดคือ Best Express มียอดส่งพัสดุต่อวันแค่หลักพันเท่านั้น โดยคาดว่าต่อจากนี้เมื่อเริ่มทำตลาดจริงจังจะต้องมียอดพัสดุส่งเฉลี่ยวันละ 100,000 กล่องในช่วงสิ้นปี 2019  

Johnny Chou ประธานกลุ่มบริษัทเบสท์เองก็ยอมรับว่าเป็นเป้าหมายที่ยากและท้าทาย

Flash Express สตาร์ทอัพที่ได้ทุนจาก “อาลีบาบา”

ขณะที่ Flash Express ที่เปิดบริการในช่วงกลางปี 2018 ที่เริ่มต้นบริการส่งพัสดุ 30 จังหวัด โดยเป็นบริษัท สตาร์ทอัพ ที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวน 2,500 ล้านบาท จากบริษัท อาลีบาบาฯ และนักลงทุนด้าน  E-commerce จากสหรัฐอเมริกา

อีกทั้ง Flash Express ยังมีการนำทีมงานพัฒนาระบบขนส่งหลังบ้านที่มีประสบการณ์การทำงานกับอาลีบาบามาช่วยพัฒนาถึง 90 คน

รูปแบบธุรกิจของ Flash Express นั้นแตกต่างจาก Best Express เพราะเลือกจะหมางเมินระบบแฟรนไชส์ แล้วลงทุนสาขาเองทั้งหมด

เป็นวิธีคิดที่ต้องแบกรับต้นทุนเองทั้งหมดทำให้ยังเปิดบริการได้แค่ 30 จังหวัด แต่ก็แลกมาซึ่งการบริหารที่คล่องตัวและควบคุมมาตรฐานได้ด้วยมือตัวเอง ผิดกับรูปแบบแฟรนไชส์ที่ควบคุมได้ยากลำบากกว่าเพราะนักลงทุนแฟรนไชส์แต่ละคนก็มีความคิดที่ต่างกัน 

ถึงอย่างไรก็ตาม Flash Express ก็วางเป้าหมายว่าในอีก 4 ปีข้างหน้าจะต้องมีบริการครอบคลุม 77 จังหวัด 

โดยช่วงเริ่มธุรกิจ Flash Express ให้บริการส่งพัสดุเฉลี่ย 200-300 ชิ้นต่อวัน ซึ่งถือว่าน้อยมากเพราะจุดอ่อนใหญ่สุดก็คือผู้บริโภคยังไม่รู้จักแบรนด์ อีกทั้งการเป็นน้องใหม่ในตลาดลูกค้าเองก็ยังไม่ไว้ใจในบริการมากนัก

โดยวิธีที่จะดึงคนให้รู้จักแล้วลองหันมาใช้บริการ Flash Express ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง “เกมราคา”

ล่าสุดในช่วงปลายปีได้ประกาศแคมเปญค่าบริการเริ่มต้นที่ 19 บาทซึ่งถูกสุดในเวลานี้

“การจัดทำแคมเปญค่าบริการ 19 บาทนั้น บริษัทได้นำงบการตลาดเข้ามาอุดหนุนประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อให้ได้ค่าบริการดังกล่าว ซึ่งต้นทุนที่แท้จริงอยู่ราวๆ 45 บาท” คมสัน แซ่ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด บอกกับสื่อในช่วงเริ่มต้นแคมเปญนี้

การเฉือนเนื้อตัวเองด้วยการทำธุรกิจที่ขาดทุนในช่วงเริ่มต้นนั้น ก็ยังไม่มีการประเมินตัวเลขได้ชัดเจนว่าเกมราคาครั้งนี้จะทำให้ Flash Express มียอดส่งพัสดุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นต่อวันเป็นจำนวนเท่าไร

แต่ที่แน่ๆ เป้าหมายของ Flash Express ก็ไม่ได้แตกต่างจาก Best Express คือต้องสร้างฐานลูกค้าในมือตัวเองให้มากที่สุดในเวลาอันรวดเร็ว

แตกต่างกับ Kerry Express ที่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจในไทยเกือบๆ 10 ปีที่แล้ว สามารถค่อยๆ เดินทีละก้าวเพราะคู่แข่งในตลาดมีเพียงไม่กี่ราย

แต่ในยุคที่ตลาด E-commerce เติบโตรวดเร็วอย่างกับติดจรวด ที่มาพร้อมคู่แข่งในตลาดส่งพัสดุที่มีมากหน้าหลายตา

ไม่มีเวลาให้ 2 มังกรจีนค่อยๆ ทำตลาดแบบเดินทีละก้าว แต่ต้องเปิดเกมบุก Attack แบบเต็มกำลัง

เพราะหน้าใหม่ที่เข้ามาทำตลาดก็อยู่ในสถานะ Action สุดตัวกันทุกราย