ปี 2018 ของคอหนังทั่วโลกและแฟนการ์ตูน Super Hero ปิดฉากไปพร้อมความประทับใจ เพราะมีหนังที่เล่าเรื่องการปล่อยพลังปราบเหล่าร้ายของเหล่ายอดมนุษย์ มากถึง 5 เรื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Aquaman ที่ล่าสุดทำเงินทั่วโลกไปแล้ว 1,020 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 32,640 ล้านบาท) โดยความสำเร็จของภาพยนตร์ที่ Jason Mamoa สวมบทจอมราชันแห่งเมืองบาดาล ซึ่งมีคนรู้จักน้อย ต่างจาก Superman กับ Batman สมาชิกชื่อดังใน Justice League อย่างไม่เห็นฝุ่น  นอกจากการกู้สถานการณ์ของค่ายการ์ตูน DC และช่วยให้ Warner ในฐานะบริษัทแม่ยิ้มออกแล้ว 

ยังเป็นการจุดประกายแห่งความหวังให้ค่ายหนังได้รู้ว่าการนำเรื่องของเหล่าบรรดา Super เบอร์รอง มาขึ้นจอเงินก็มีโอกาส  ปัง’  ได้เช่นกัน    

 

ทางที่ Black Panther ปูไว้ แล้วได้ Aquaman กับ Spider-Verse มาสานต่อ

กว่า 10 ปีมาแล้วที่ Marvel Studios บริษัทภาพยนตร์การ์ตูน Super Hero ชื่อดัง สร้างหนังภาคต่อจากตัวละครในหนังสือการ์ตูน ภายใต้แนวคิด Cinematic Universe ที่เชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ทั้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและรายละเอียดสำคัญเข้าด้วยกัน

แม้มีการทยอยแนะนำตัวละครใหม่ๆ อย่าง Ant-Man และ Dr.Strange ที่ไม่ใช่ตัวละครหลักของทีม Avengers ซึ่งได้แก่ Iron Man, Thor, Hulk และ Captain America อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนเลยที่ประสบสำเร็จอย่างจริงจัง

ทว่า จากกระแสชื่นชมล้นหลามและตัวเลขรายได้ที่สูงถึง 1,347 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 43,104 ล้านบาท) ของ Black Panther ซึ่งมากเป็นอันดับ 1 ของปี 2018 ทั้งที่ไม่ใช่ตัวละครชื่อดัง มีฐานะขวัญใจคนผิวดำ และยังมีประวัติเชื่อมโยงกับการเมืองของสหรัฐฯ  ทำให้บรรดาค่ายหนังเริ่มมีหวังว่า ตัวละครที่คนรู้จักน้อยก็อาจทำเงินถล่มทลายได้เช่นกัน

ยอดมนุษย์ระดับรองๆ มีที่ทางในโลกภาพยนตร์เพิ่มขึ้น หลังตัวเลขรายได้ทั่วโลกของ Aquaman ซึ่งเข้าฉายช่วงปลายปีเข้าสู่หลักพันล้าน และเวลาไล่เลี่ยกันภาพยนตร์การ์ตูน Spider-Man : Into the Spider-Verse กระแสตอบรับดีเกินคาด ด้วยรายได้ทั่วโลกกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9,600 ล้านบาท) พร้อมกับเพิ่งคว้ารางวัล Best Animation Feature Film จากงานลูกโลกทองคำครั้งล่าสุด

 

ปล่อยพลังได้ไม่ยั้งเพราะไร้ภาพจำมาฉุดรั้ง

แต้มต่อที่หนัง Super Hero ดังและความได้เปรียบของเรื่องที่เคยสร้างมาแล้วหลายภาคคือ ไม่ต้องเปลืองเวลาปูเรื่องให้ผู้ชมรู้ถึงที่มาของตัวละครนำ แต่ขณะเดียวกันกลับสร้างภาพจำที่จำกัดการทำงานของคนเขียนบทและผู้กำกับจนไม่สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาของหนังไปตามที่คิดไว้ 

ซ้ำร้ายหากพลาดขึ้นมาก็ยิ่งฉุดรั้งโอกาสประสบความสำเร็จ เหมือนที่ Batman V Superman : Dawn of Justice และ Justice League ของ DC พบความผิดหวังทั้งรายได้และกระแสตอบรับ ทั้งที่มี Batman กับ Superman เป็นกำลังหลัก

ต่างจาก Black Panther, Aquaman และ Spider-Man : Into the Spider-Verse ที่เพิ่งทำในรูปแบบภาพยนตร์เป็นครั้งแรก ผู้กำกับและทีมงานจึงมีโอกาสเต็มที่ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เนื้อหา รูปแบบการนำเสนอ และแนวทางการเล่าเรื่อง

ขณะเดียวกันการที่ผู้ชมแทบไม่รู้จักตัวละครนำมาก่อน ยังเพิ่มความน่าสนใจให้ตัวหนัง ทั้งในกลุ่มแฟนประจำหนัง Super Hero และผู้ชมทั่วไปด้วย

ผู้กำกับ James Wan ใช้ประโยชน์จากการไม่มีภาพจำในใจผู้ชมอย่างเต็มที่ ด้วยการทำ Aquaman ให้เป็นหนัง Action Fantasy โทนสนุกสนาน พร้อมภาพใต้ทะเลที่ตระการตา ต่างจากหนังเรื่องก่อนๆ ของ DC ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและภาพโทนมืด ส่วน Spider-Man : Into the Spider-Verse ก็ใช้จุดเด่นต่างๆ ของ Animation เพิ่มความแปลกใหม่ที่หนังแบบคนแสดงไม่สามารถทำได้

 Super Hero James Wan

James Wan 

จับตาดูการขึ้นจอครั้งแรกของ Captain Marvel และ Shazam  

ความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ที่ “องค์ชายเสือดำ” “เจ้าสมุทร” และ “ไอ้แมงมุมผิวสีกับผองเพื่อนจากโลกคู่ขนาน” ทำไว้เมื่อปี 2018 จึงส่งผลให้ใน Captain Marvel – Super Hero หญิงคนแรกของ Marvel Studios และ Shazam หนุ่มน้อยที่กลายเป็นผู้ใหญ่พร้อมพลังพิเศษของ DC ซึ่งมีกำหนดฉายมีนาคมและเมษายนปีนี้ตามลำดับ ถูกจับตามองเป็นอย่างมากว่าจะกวาดทั้งรายได้และคำชมได้หรือไม่

หาก Captain Marvel ‘ปัง’ Marvel Studios ก็จะขยายจักรวาลหนัง Super Hero ของตนออกไปได้อีกอย่างต่อเนื่อง ส่วนฝ่าย DC หาก Shazam ไปได้สวยก็เป็นการยืนยันว่าการสร้างภาคแยกหรือภาคต่อ อาจดีกว่าการรวมกลุ่มมาไว้ในเรื่องเดียว ซึ่งหมายความว่าต่อไปแต่ละค่ายจะเดินหน้าด้วยแนวทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน/cnbc, hollywood reporter, wikipedia



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer