“ธนาคารกรุงไทย” ชี้ 3 ปัจจัยทำให้ SME เหนื่อย ตั้งแต่การปรับตัว-เทคโนโลยี-อำนาจต่อรอง เจาะอินไซต์ SME ไทย ต้องการ ‘เงินทุน’ มากสุด เผยโครงการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านเงินทุนและการสร้างองค์ความรู้ แต่ติดเรื่องประชาสัมพันธ์

SMEs

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน SMEs (Small and Medium Enterprises) มีมูลค่าต่อเศรษฐกิจไทยอย่างสูง และเมื่อดูจากตัวเลขโดย สสว. (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) พบว่า ปี 2561 มูลค่าของ SME ในไทยมีมูลค่าเกือบ 5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 43% ของ GDP

ข้อมูลจาก สสว. ระบุว่า ปี 2561 มูลค่าของ SME เติบโตประมาณ 5% มีจำนวนผู้ประกอบการประมาณ 3 ล้านราย ส่งผลให้เกิดการจ้างงานกว่า 10 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ดร.พชรพจน์กล่าวอีกว่า SME ไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง แต่ปัจจุบัน SME ต้องเจอกับปัญหาต่างๆ นานา

ดร.พชรพจน์อ้างอิงข้อมูลจากบทวิจัย “เปิดทางลัด SMEs ด้วยตัวช่วยดีๆ จากภาครัฐ” พบว่า ปัญหาที่ผู้ประกอบการ SMEs ไทยต้องเผชิญคือ การปรับตัวในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนข้อเสียเปรียบจากธุรกิจที่มีขนาดเล็ก โดยอุปสรรคหลัก เช่น ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี ทำให้ความคาดหวังของลูกค้าซับซ้อนขึ้น การขาดประสบการณ์และความรู้ในบางมุม เช่น การเข้าสู่ตลาดออนไลน์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง อีกทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก

ขณะที่ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือใน 3 ด้าน ได้แก่
(1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์
(2) การเจาะและขยายตลาด ทั้งตลาดออนไลน์และออฟไลน์
(3) การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน และแหล่งที่มีต้นทุนดอกเบี้ยไม่สูง

แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากสุด คือ ‘เงินทุน’ โดย ดร.พชรพจน์ให้เหตุผลว่า เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดในการเริ่มและดำเนินธุรกิจ

ดร.พชรพจน์กล่าวอีกว่า SME ในไทยไม่ได้รับการ ‘ช่วยเหลือ’ และ ‘ส่งเสริม’ เท่าที่ควร ทั้งด้านเงินทุน การให้สินเชื่อ ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้ทั้งด้านการตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ณัฐพร ศรีทอง หัวหน้าส่วน สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า SME มีตัวเลือกในการขอคำปรึกษา หรือเข้าถึงแหล่งความรู้มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จัดทำโดยภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น
(1) ศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือ SMEs ของกระทรวงอุตสาหกรรม (SSRC): ซึ่งเป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษา และสามารถเชื่อมโยงไปยังโครงการของหน่วยงานอื่นๆ
(2) OSS Center (One-Stop Service Center) ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่มีบริการในลักษณะและบริการในทางให้คำปรึกษา มีศูนย์ OSS ครอบคลุม 76 จังหวัด
(3) ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (Industrial Transformation Center: ITC): เพื่อช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับการผลิตสู่มาตรฐานสากล อีกทั้งมีการเพิ่มองค์ความรู้ในการบุกตลาดออนไลน์ เช่น โครงการ SME Online by OSMEP หรือการใช้แพลตฟอร์ม Thaitrade.com ซึ่งเป็นช่องทางการขายสินค้าไปต่างประเทศ
(4) New Economy Academy (NEA): แหล่งรวบรวมความรู้และหลักสูตรอบรมต่างๆ และมีใบประกาศนียบัตร
(5) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. : สำหรับเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านโครงการโดยภาครัฐ อาทิ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เช่น สินเชื่อสำหรับ SMEs ในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) สินเชื่อสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D) ตลอดจนสินเชื่อสำหรับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน

ทั้งนี้ ณัฐพรกล่าวอีกว่า SME ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะโครงการส่วนใหญ่มักเป็นในรูปแบบ “มาก่อน ได้ก่อน” และเตรียมตัวเรื่องบัญชีเดียวที่เป็นมาตรฐาน ประกอบกับการเตรียมข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาสินเชื่อ

ขณะเดียวกันปัญหาของภาครัฐคือ การมีข้อมูลของ SME ที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น และมีการอัพเดตข้อมูลเพียง 1 ครั้งต่อปี ทำให้ไม่เพียงพอที่จะพิจารณาความเสี่ยงในการให้สินเชื่อ

ณัฐพรกล่าวอีกว่า SME ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่ามีองค์กรต่างๆ คอยช่วยเหลือและสนับสนุนธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่า ภาครัฐควรพัฒนาเรื่อง ‘การประชาสัมพันธ์’ เพื่อทำให้ข้อมูลข่าวสารกระจายอย่างทั่วถึงให้กับกลุ่มเป้าหมาย

MarketeerFYI_Logo
สถิติการขอสินเชื่อของ SME


ทำไม SME เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน
(1) การปล่อยสินเชื่อที่อิงกับหลักทรัพย์ค้ำประกัน
(2) ต้นทุนดอกเบี้ยสูง



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน