ที่ดินมากมายมหาศาลของตระกูล “ สิริวัฒนภักดี”  เกิดจากการกว้านซื้อเก็บด้วยวิธีคิดของคนรุ่นพ่อ “เจริญ สิริวัฒนภักดี”  ที่จบการศึกษาเพียงแค่ชั้น ป.4

หลายปีที่ผ่านมาเขาได้ส่งต่อให้คนรุ่นลูก เป็นผู้พัฒนา โดยเฉพาะลูกสาวคนที่ 2 คือ  “คุณเอ๋” วัลลภา ไตรโสรัส  ผู้หญิง วัย 45 ปีรูปร่างเล็ก ๆแบบบาง ที่แม้จะแบกภาระหนักบนบ่า แต่ใบหน้าของเธอจะมีรอยยิ้มอยู่เสมอ

วันนี้ วัลลภา กำลังรับบทบาทสำคัญที่สุดในการจัดพอร์ตโฟลิโอของทรัพย์สินทางด้านอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากของครอบครัว เพื่อเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)AWC    

ถ้าจะพูดว่า วัลลภา ไตรโสรัส  คือเจ้าแม่อสังหาริมทรัพย์ตัวจริงก็คงไม่ผิด  เพราะวันนี้เธอคือผู้หญิงที่กำลังบริหารทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์มากที่สุดของเมืองไทย

เช่นเดียวกับในอดีต ที่เพียงใจ หาญพาณิชย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัทแลนด์ แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มารดาของ อนันต์ อัศวโภคิน     และอนุพงศ์ อัศวโภคิน ค่าย เอพี ไทยแลนด์ เคยได้รับการขนานนาม เพราะนอกจากสร้างที่อยู่อาศัยหลายโครงการแล้วเธอยังกว๊านซื้อที่ดินเก็บไว้ในมือเป็นจำนวนมาก 

จนมีเรื่องเล่ากันว่าวันหนึ่งเธอนั่งรถไปย่านชานเมืองเห็นที่ดินแปลงหนึ่งสวยก็พูดเปรยๆว่าที่ดินของใครสวย อยากได้จัง จนคนขับรถต้องหันมาบอกว่าของคุณนายเองไงครับ

ต่อไปก็อาจจะมีเรื่องเล่าขำๆอีกเรื่องก็ได้เมื่อวัลลภา เข้าไปในโรงแรมแล้วบอกว่าโรงแรมของใครสวยจัง เลขาคงต้องบอกว่าว่า โรงแรมคุณเอ๋ เองนะคะ

วัลลภา ไม่ได้เข้ามาบริหารสมบัติของตระกูลเพียงแค่เพราะเป็นลูกสาวแต่เธอเป็นคนเก่งคนหนึ่งที่เริ่มจากเรื่องการเรียน จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยรางวัลเกียรติยศ และยังคว้าเกียรตินิยมในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยศิลปากรอีกด้วย

ต่อด้วยปริญญาโทเศรษฐศาสตร์การวางผังเมือง มหาวิทยาลัยลอนดอน  และปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ที่ดินจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

ในเรื่องการทำงานเธอก็ถูกปลูกฝังในเรื่องธุรกิจตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี โดยได้มีโอกาสเข้ามาช่วยงานที่บ้านเกี่ยวกับเรื่องโครงการต่างๆ ที่กำลังพัฒนา รวมทั้งช่วยจัดระบบการเก็บโฉนด เอกสารต่างๆ ด้านที่ดินที่มีมากมาย ให้เป็นหมวดหมู่ไม่ให้กระจัดกระจายอย่างที่เคยเป็น

เธอเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าคุณพ่อเป็นคนที่มีความจำดีมาก จำที่ดินทุกแปลงได้ และมีการลงบันทึกไว้หมดว่าซื้อเมื่อไร จากใคร สาเหตุที่ซื้อเพราะอะไร ทุกแปลงมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น    

รวมทั้งวิธีการรวมที่ต่อกันเป็นผืนกว้างๆ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นโครงการใหญ่ ซึ่งวิธีการคิดนี้มักจะเอามาถ่ายทอดให้ผู้บริหารฟัง โดยตัวเธอเองก็ได้ซึมซับวิธีคิดในการซื้อที่ดินของคุณพ่อมานาน

กลับจากอังกฤษ  วัลลภา เข้ามารับหน้าที่กรรมการบริหาร บริษัททีซีซีโฮลดิ้ง  และได้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งบริษัท ทีซีซี แลนต์ ซึ่งเป็นโฮลดิ้ง คัมปนี ดูแลจัดระบบทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด  ที่มีหลากหลายมากทั้ง ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน สนามกอล์ฟ โครงการมาสเตอร์แพลน และแลนด์แบงก์อีกหลายแปลง

เธอถูกท้าทายความสามารถอีกครั้ง ด้วยการเข้าไปเป็นผู้รับผิดชอบในการร่วมทุนกับบริษัทยักษ์ใหญ่ “แคปปิตอล แลนด์” ที่มีรัฐบาลสิงคโปร์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เปิดบริษัทใหม่  ที.ซี.ซี. แคปปิตอลแลนด์ จำกัด  และพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่องหลายโครงการเช่น แอทธินี เรสซิเด้นซ์ บนถนนวิทยุ  วิลล่า ราชครู บนถนนพหลโยธิน  ดิ เอ็มไพร์ เพลส บนถนนนราธิวาสราชนครินทร์  ดิ เอ็มโพริโอ เพลส บนถนนสุขุมวิท 24 โครงการวิลล่า ราชเทวี บนถนนพญาไท โครงการวิลล่า สาทร บนถนนกรุงธนบุรี โครงการนอร์ธ พาร์ค เพลส ถนนวิภาวดีรังสิต และ เดอะ รอยัล เรสซิเด้นซ์ บนถนนเกษตรฯ-นวมินทร์ จับตลาดระดับกลางถึงสูง

ในปี 2544 แคปปิตอลแลนด์ ได้ถอนธุรกิจออกจากประเทศไทยโดยการขายหุ้นที่ถืออยู่ 40%  ให้กับกลุ่มบริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด มูลค่ารวม 2,330 ล้านบาท

หลังจากนั้นบริษัท ทีซีซี แลนด์ ก็เปลี่ยนเกมธุรกิจใหม่ จากการสร้าง “เพื่อขาย” เปลี่ยนเป็นการสร้าง “เพื่อเช่า” แทน ทั้งค้าปลีก ธุรกิจโรงแรม และอาคารสำนักงาน 

ด้วยวิธีการนี้ทำให้วัลลภาอาจจะไม่สามารถสร้างเม็ดเงินให้ไหลเข้ากระเป๋าเงินของตระกูลให้เป็นเงินก้อนใหญ่ในเวลาอันรวดเร็วได้

แต่รายได้ที่น้อยลงนี้สามารถเก็บเกี่ยวไปได้นาน ๆ  และที่สำคัญยังสามารถเก็บแปลงที่ดินงามๆไว้ในมือของตระกูลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคตได้จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

การรีแบรนด์และรีโนเวตโครงการต่างๆเลยเกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่อง เช่นพันธ์ทิพย์พลาซ่า  งามวงศ์วาน บางกะปิ เกตเวย์เอกมัย ส่วนโรงแรมเช่น อิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค   

ได้เวลา จัดพอร์ตอสังหา ฯ เข้าตลาดหลักทรัพย์

การเข้าไปเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์คือการเปลี่ยนแปลงในการทำธุรกิจอสังหาครั้งใหญ่ของกลุ่มวัฒนภักดี ที่ก่อนหน้านี้จะใช้วิธีเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แทน 

เธอบอกว่าการเข้าตลาดนอกจากจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกลุ่มสิริวัฒนภักดีแล้วยังหวังว่าเป็นการลบภาพการทำธุรกิจแบบครอบครัว  รวมทั้งเพื่อการทำงานให้เป็นแบบธรรมาภิบาลมากขึ้นด้วย โดยมีการตรวจสอบตามมาตรฐานของตลาดหลักทรัพย์

AWC  แบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality)   และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building)  ซึ่งจะประกอบไปด้วย ธุรกิจRetail & Wholesale  และส่วนอาคารสำนักงาน (Office)   (รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในตาราง) ซึ่งส่วนใหญ่  AWC เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ (Freehold) ถึง 90%

เธอมั่นใจว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ในปี 2561 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมายังประเทศไทยกว่า 38 ล้านคน   และการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูง

 ในส่วนของโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้วประมาณ 3,432 ห้อง อยู่ระหว่างพัฒนาอีก 1,528 ห้อง รวมทั้งมีการเซ็นต์สัญญาในการซื้อโรงแรมใหม่อีก 12 โรงแรม ประมาณ 3,000 ห้อง

ดังนั้นในอีก 5 ปี ข้างหน้า AWC จะต้องบริหารโรงแรมทั้งหมดประมาณ 27 แห่งรวมประมาณ 8,000 ห้อง ซึ่งจะทำให้กลุ่มนี้จะเป็นเจ้าของโรงแรมระดับ Midscale ขึ้นไปรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เช่นเดียวกับ ธุรกิจ Retail and Commercial Building  สถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์ คอมมูนิตี้ มาร์เก็ต เพื่อจับกลุ่มลูกค้าในประเทศและลูกค้าต่างชาติจากทั่วโลก เช่นเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์

ระหว่างที่ต้องทำงานหนัก ผู้หญิงคนนี้ยังเป็น Super mom  ของลูกๆอีก 5 คน ด้วย  ลูกชายคน โต “ตั้น” อายุ 15 ปี  เป็นหลานชายคนแรกของตระกูลนี้  รองลงมา “แตม” ลูกสาวคนที่ 2 อายุ13 ปี  “เตย” ลูกสาวคนที่  3 อายุ  12 ปี  “ตรง” ลูกชายคนที่ 4 อายุ 10 ปี  และ “ตอง” ลูกชายคนเล็ก อายุประมาณ 8  ปี

วัลลภา โชคดีที่เธอมีคู่ชีวิต “โสมพัฒน์”  เข้ามาช่วยเป็นกำลังสำคัญในการทำงานเคียงข้างเธอและเป็นผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งในทีซีซี กรุ๊ป มาเกือบ 20 ปี   

อดีตการเรียนและการทำงานของคนทั้งคู่แทบจะไม่แตกต่างกันเลย โสมพัฒน์อายุมากกว่าวัลลภา 3 ปี ได้รางวัลเรียนดีเกียรติยศจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียลในระดับมัธยม ก่อนไปศึกษาต่อคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร ปริญญาโท 2 ใบจากคณะเศรษฐศาสตร์การวางผังเมือง มหาวิทยาลัยลอนดอน และปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ที่ดินจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

ต้องยอมรับว่าทรัพย์สินยาวเหยียด ตามตารางที่เธอต้องดูแลนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิริวัฒนภักดีแต่ยังมีโครงการเด่นๆอีกมากมายที่เหลืออยู่ ในทีซีซี กรุ๊ป  เช่น One Bangkok ถนนพระราม 4 ที่ดิน 104 ไร่ มูลค่าโครงการ 1.2 แสนล้านบาท หรือ Mixed-Use ใน ย่าน เวิ้ง นาคร เกษม พื้นที่17-18 ไร่ ที่มีน้องชาย “ปณต สิริวัฒนภักดี” เป็นผู้รับผิดชอบ  

ในอนาคต เธอมีแผนจะคัดทรัพย์สินจากทีซีซี กรุ๊ป เข้ามาในพอร์ต แอสเสท เวิรด์ แน่นอน 

ก็ต้องจับตาดูกันว่าหลังบริษัทได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว(คาดกันว่าประมาณ ปลายปีนี้)  วัลลภาจะมีแนวทางในการบริหารจัดการกับบริษัทนี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าหุ้น กันอย่างไรต่อไป



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co / Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

LINE it!