แม้ปี 2561 มูลค่าของหนังไทยจะเติบโตขึ้นมากกว่าปี 2560 จาก 500 ล้านบาทมาเป็น 2,000 ล้านบาท แต่วงการหนังไทยก็ยังถือเป็นความท้าทายของคนทำหนัง ที่ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วทุนและแรงที่ลงไปจะทำให้ผู้คนยอมเดินทางออกจากบ้านเพื่อมาตีตั๋วดูหนังได้หรือไม่

แต่ จิรัฐ บวรวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ จำกัด ก็ยังเลือกที่จะลงสนามหนังไทยอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะทั้งสองเรื่องก่อนหน้าคือ Girls Don’t cry นั้นเป็นการร่วมทุนกับ Salmon House ส่วน SisterS กระสือสยาม เป็นการร่วมทุนกับสหมงคลฟิล์ม

แต่กับเรื่องล่าสุดอย่าง Where we belong นั้นถือเป็นหนังเรื่องแรกที่บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ ลงทุนเองทั้งหมด 100%

ไม่เพียงแต่การขยับมาทำหนังเองแบบเต็มตัว เพราะยังรวมถึงการประกาศรับสมัคร CGM 48 หรือเชียงใหม่ 48 ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

Movement ทั้งสองเป็นเหมือนสัญญาณที่สะท้อนให้เกิดความสงสัยว่า หรือนี่จะถึงจุดอิ่มตัวของ BNK 48 แล้วหรือไม่

แน่นอนว่าคงไม่ใครตอบคำถามนี้ได้ดีไปกว่า จิรัฐ บวรวัฒนะ อีกแล้ว

ความท้าทายเยอะ แต่โอกาสก็เยอะเหมือนกัน

แม้จะมีความท้าทายมากมาย แต่จิรัฐมองว่าโอกาสของหนังไทยก็มีไม่น้อยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสภายนอกนั่นคือการที่โรงหนังขยายตัวครอบคลุมหัวเมืองหลักในต่างจังหวัดมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้มูลค่าของตลาดหนังในไทยเติบโตขึ้นไปด้วย

ต่อมาก็คือการที่คอนเทนต์ไทยได้รับความนิยมในประเทศเพื่อนบ้านและจีน ซึ่งตลาดต่างประเทศเป็นช่องทางในการสร้างรายได้อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ BNK48 เคยไปทำตลาดมาก่อนหน้า

หรือกับการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มที่เป็น content on demand ใหม่ๆ อย่าง Netflix Line หรืออะไรก็ตามแต่ ที่จิรัฐยังแอบแย้มให้เราฟังว่าตอนนี้ Netflix ได้ซื้อลิขสิทธิ์ Where we belong ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนโอกาสภายในก็คือการที่นักแสดงทั้งสองอย่างเจนนิษฐ์และมิวสิคมีฐานแฟนคลับที่เรียกว่า ‘กลุ่มโอตะ’ ที่เหนียวแน่นอยู่แล้ว

นอกจากโอกาสต่างๆ การทำหนังที่บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ เป็นคนลงทุนเอง 100% คือสิ่งที่อยู่ในแพลนของจิรัฐมานานนับปี

เพราะโมเดลของการหารายได้จาก BNK48 จะมีอยู่ 3 รูปแบบหลักๆ ด้วยกัน แบบแรกคือการส่ง BNK48 ไปร่วมงานกับค่ายอื่น แบบที่สองคือการที่บริษัทเข้าไปร่วมทุน ส่วนแบบที่สามคือการที่บริษัทลงทุนเองทั้งหมด 100%

เพราะหนังคือสิ่งที่ช่วยขยายฐานแฟนคลับได้

ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้เจนนิษฐ์และมิวสิคได้มีพื้นที่ในการแสดงความสามารถด้านอื่นที่มีมากกว่าการเป็นไอดอล แต่จิรัฐยังจะใช้หนังเรื่องนี้เพื่อเป็นการขยายฐานแฟนคลับของ BNK 48 ให้มากขึ้น

“ที่ผ่านมาการที่ BNK 48 เป็นกระแสนั้นเป็นเรื่องที่ดี มันเป็นเหมือนกำไร แต่เรารู้อยู่แล้วว่าการมีกระแสเพียงอย่างเดียวคงไม่อาจทำให้ธุรกิจอยู่อย่างยั่งยืนได้

ผมว่าสิ่งที่จะทำให้เราอยู่ได้อย่างยั่งยืนนั่นคือการมีฐานแฟนคลับที่หนาแน่นต่างหาก แล้วผมว่าหนังเรื่องนี้จะช่วยขยายฐานแฟนให้กับน้องๆ ได้

เพราะด้วยพล็อตของหนังที่ว่าด้วยเรื่องของเพื่อนในวัยมัธยมที่ต้องพรากจากกัน เป็นเรื่องที่หลายคนก็ต้องเคยผ่านเคยมีจุดร่วมกับความรู้สึกนี้กันมาทั้งนั้น ซึ่งหากคนดูหนังแล้วชอบก็คงไม่ใช่เรื่องยากที่คนเหล่านั้นจะเข้ามาทำความรู้จักทั้งสองในมุมของ BNK 48 ในเวลาต่อมา

น้องๆ เป็นเหมือนขุนพลที่ดี ส่วนคอนเทนต์ในหนังจะเป็นเหมือนม้าศึกที่ทำให้คนดูเข้าถึงน้องๆ มากขึ้นได้”

ไอเดียโปรโมตหนัง ที่ชวนให้ผู้คนเกิดความสงสัย

อีกความน่าสนใจของ Where we belong คือบิลบอร์ดโปรโมตหนังที่สร้าง Call To Action ของผู้คนที่พบเห็นกลับมายังตัวหนังได้

โดยนี่เป็นไอเดียจากเอเยนซี่โฆษณาอย่าง SOUR

ในเมื่อหนังพูดถึงเรื่องของเพื่อนสองคนที่ต้องแยกจากกัน ส่วนอีกคนถูกทิ้งเอาไว้ให้อยู่คนเดียว ทีมครีเอทีฟก็เลยเอาเนื้อเรื่องตรงนี้มาพัฒนาเป็นไอเดียโฆษณาที่สร้างความสนใจให้กับผู้คน ด้วย Copy ที่ว่า “ด่วน ประกาศฝากเลี้ยงเบล” พร้อมทิ้งเบอร์โทรเอาไว้ เพราะรู้ว่าต้องมีคนสงสัยและโทรมาอย่างแน่นอน

และแม้โฆษณาจะตั้งใจไม่เปิดเผยหน้าตาของนักแสดงทั้งหมด แต่ถึงอย่างไรเหล่าโอตะก็ยังจำได้อยู่ดีว่านั่นผู้หญิงที่อยู่ในนั้นคือมิวสิค ซึ่งนั่นก็นำมาสู่การพูดถึงในกลุ่มโอตะที่ขยายมาสู่วงกว้างในเวลาต่อมา

เพราะพวกหนูไม่ได้มีแค่มุมแบ๊วๆ สดใส

ไม่เพียงแต่ movement ของผู้บริหาร แต่ Where we belong ยังเป็น movement ที่สำคัญของสองนักแสดงนำอย่าง มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์ และ เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ ในฐานะที่ต้องขยับสถานะจากไอดอลมาเป็นนักแสดงด้วยเช่นกัน

“หนูมีความอยากที่จะเป็นนักแสดงอยู่แล้ว วันที่เขาประกาศว่าหนูได้รับบทเป็นซูก็รู้สึกดีใจ แต่หนูมีเวลาไม่ถึงเดือนในการทำเวิร์กช้อป ไม่น่าจะถึง 5 ครั้งเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งก็ยังดีที่บทบาทที่ได้รับมันค่อนข้างใกล้เคียงกับชีวิตจริงช่วงมัธยม เหมือนเราได้กลับไปเป็นตัวเองก่อนที่จะมาเป็นไอดอล การปรับมาเป็นซูมันเลยง่ายกว่าตอนที่ปรับจากเจนนิษฐ์ธรรมดามาเป็นเจนนิษฐ์ BNK48

เหมือนตอนที่เริ่มเข้ามาเป็น BNK48 ใหม่ๆ เราต้องฝึกเรื่องการงดพูดคำหยาบเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม แต่พอมาเล่นหนังเราก็ต้องกลับมาพูดคำหยาบกันอีกเพื่อให้มันสมจริง

แฟนคลับอาจจะฟังแล้วแปลกๆ แต่หนูอยากให้พวกเขาลองเปิดใจ รวมไปถึงคนอื่นที่ไม่ใช่แฟนคลับด้วยว่าพวกหนูก็มีมุมอื่นด้วยเหมือนกัน ไม่ได้มีแค่มุมแบ๊วๆ สดใสอย่างที่หลายคนเห็น”- เจนนิษฐ์ 

“ของสิคจะต่างจากเจนนิษฐ์ คือการเป็นนักแสดงไม่ได้เป็นสิ่งอยู่ในหัวมาก่อน แต่ที่คล้ายกับเจนนิษฐ์ก็คือการได้กลับไปเป็นตัวเองก่อนที่จะได้มาเป็นไอดอล

สิคเคยมีโมเมนต์ที่เป็นเบลในช่วงสมัยเรียน แล้วก็มีหลายๆ เหตุการณ์ในหนังที่เกิดขึ้นกับชีวิตจริง มันก็เลยทำให้สิคเข้าถึงบทบาทได้ง่ายขึ้น

ซึ่งหลายๆ คนก็น่าจะเคยมีโมเมนต์แบบนี้เหมือนกัน คือพบและจากกับเพื่อนที่รัก ก็เลยคิดว่ามันก็น่าจะเป็นหนังที่เข้าถึงคนง่าย คนที่ไม่ใช่แฟนคลับของ BNK48 ก็เข้ามาดูได้

หนังเรื่องนี้เป็นเหมือนตัวกลางที่ช่วยขยายฐานกลุ่มแฟนคลับของเรา คือที่ผ่านมาด้วยโอกาสที่มีมันทำให้คนเห็นเราแค่ในมุมของการเป็นไอดอล

แต่สิคอยากให้เขายอมรับเราในฐานะที่เป็นนักแสดงด้วยเหมือนกัน แล้วพอเขารู้จักเราก็อาจจะทำให้เขาอยากรู้จัก BNK48 มากขึ้นไปด้วย” -มิวสิค

ขยายไปเชียงใหม่ สร้างกระแสได้มากกว่าขยาย BNK48 รุ่น 3

ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการประกาศเปิดรับสมาชิก CGM48 หรือชื่อเต็มว่า เชียงใหม่48 ซึ่งถือเป็นวงรุ่นน้องของ BNK48 ที่จะทำกิจกรรมในเชียงใหม่เป็นหลัก

เมื่อถามถึงกลยุทธ์การเพิ่มยูนิตนี้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ทั้งๆ ที่ผ่านมา BNK48 ก็มีทัวร์คอนเสิร์ตและอีเวนต์ต่างๆ ทั่วประเทศอยู่แล้ว สิ่งที่จิรัฐตอบกลับเรามาก็คือ

“ต้องอธิบายให้ฟังก่อนว่าระบบของ 48 Group อยู่ได้ด้วยการแข่งขัน การเพิ่มยูนิตใหม่เข้ามาก็จะยิ่งทำให้ member แต่ละคนมีการพัฒนาตัวเองอยู่อย่างเสมอ

การไป Road Show ทั่วประเทศทำให้เราเห็นว่าตามจังหวัดต่างๆ ยังมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นเยอะมาก เรายังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีก

ซึ่งที่ญี่ปุ่นมีประชากรประมาณ 126.8 ล้านคน มีวงที่เป็น 48 แบบนี้ทั้งหมด 6 วง ส่วนบ้านเรามีประชากร 69 ล้านคนมีวงที่เป็น 48 ทั้งหมด 2 วง เทียบสัดส่วนกันแล้วก็ยังเป็นอะไรที่มีศักยภาพในการเติบโตอยู่

ซึ่งการที่เลือกเปิดยูนิตใหม่มากกว่ารุ่นที่ 3 เป็นเพราะที่เชียงใหม่มีฐานแฟนเดิมของเราที่เหนียวแน่นมาก แล้วเชียงใหม่ก็เป็นเมืองที่มีศักยภาพสะท้อนได้จากตอนเปิดเพจ CGM48 ก็มีคนมากดไลค์กว่า 50,000 ไลค์ในเวลาเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

และในแง่ของ Marketing ถ้าเทียบกันแล้วการปิดยูนิตใหม่เป็นอะไรที่จะสร้างความว้าวได้มากกว่าการทำรุ่นที่ 3

ส่วนผลจะเป็นยังไง ก็คงเป็นสิ่งที่ต้องรอดูต่อไปในอนาคตเหมือนกัน ”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co / Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

LINE it!