โรงแรมโอเรียนเต็ล รายได้เท่าไร ? วิเคราะห์ศึกสายน้ำเจ้าพระยาเมื่อโรงแรมเก๋าทุ่มงบเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

การเปิด “ไอคอนสยาม” ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วคุ้งน้ำเจ้าพระยา สำหรับธุรกิจรีเทลริมน้ำในเมืองไทยอาจจะเป็น ”ปัญหา” 

แต่สำหรับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล โรงแรมเก่าแก่ที่มีอายุถึง 149 ปี ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำกลับกลายเป็น “โอกาส”

ถึงจะเป็นโรงแรมที่ได้รับรางวัลดีที่สุดในโลกในด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

วันนี้โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ก็ยังต้องปรับตัวครั้งใหญ่ โดยกำลังทำการปรับปรุงในส่วนของอาคารริเวอร์วิง (River Wing)ที่ก่อสร้างขึ้นมาเมื่อปี 2519 และทำการปรับปรุงครั้งล่าสุดไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน

งานนี้ถูกระบุว่าจะใช้เงินสูงถึง 2 พันล้านบาท

เป็นการลงทุนที่ย้ำให้เห็นกันชัดๆว่า “โอเรียนเต็ลจะไม่ยอมให้ตัวเองเก่าแก่ไปกับกาลเวลา”

นอกจากจะเตรียมพร้อมรองรับการท่องเที่ยวริมแม่น้ำที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากการเกิดขึ้นของโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่อย่างเช่น ไอคอนสยาม และเอเชียทีค ที่กำลังเตรียมเปิดเฟสต่อไปแล้ว ยังพร้อมรับมือกับการแข่งขันของโรงแรมหรูๆ ริมน้ำที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นด้วย

จากการสำรวจของ Marketeer พบว่าในอีก 1-3 ปีข้างหน้านั้นจะมีโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดขึ้นถึง 4 โรงแรม จำนวนอีกประมาณ 1 พันห้อง

ในรายงานประจำปีของโรงแรมแจงรายละเอียดว่า เงินส่วนใหญ่จะเอาไปใช้ในการปรับแต่งห้องพักจำนวน 300 กว่าห้อง ให้เป็นห้องพักที่มีความหรูหราร่วมสมัยมากขึ้น กว้างขึ้น มีการสร้างห้องสวีตเพิ่มเติม รวมทั้งมีการดีไซน์ใหม่ ในส่วนของแผนกบริการอาหารและเครื่องดื่ม (F&B Facilities)จำนวน 2 แห่ง

 

เริ่มทำการพัฒนาไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กำหนดแล้วเสร็จประมาณเดือนตุลาคม 2562

มาดูกันว่าโรงแรมขนาดใหญ่นี้ปกติแล้วจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีอย่างไร

ตามรายงานแจ้งว่า อัตราการเข้าพักของโรงแรมอยู่ที่ร้อยละ 47 ร้อยละ 44 และร้อยละ 47 ในปี2558-2560 ตามลำดับ

ส่วนในช่วงที่ทำการปรับปรุงอัตราการเข้าพักจะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 30 หลังจากนั้น ในช่วงปี 2563–2564 อัตราการเข้าพักคาดว่าจะเท่ากับร้อยละ 53-ร้อยละ 58 และตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป อัตราการเข้าพักจะคงที่ประมาณร้อยละ 60

หลังจากห้องพักโฉมใหม่เสร็จสิ้น ทางโรงแรมสามารถปรับปรุงค่าห้องพักเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 15 ในปี 2562

ในทางกลับกันถ้าไม่มีการปรับปรุงค่าห้องพักเฉลี่ยจะลดลงประมาณร้อยละ 5 เพราะต้องตั้งราคาแข่งขันกับโรงแรมเกิดใหม่อื่นๆ

ดังนั้น สิ่งที่ โรงแรมโอเรียนเต็ล จะได้รับหลังการปรับปรุงครั้งนี้หลักๆ ก็คือ  

1. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของโรงแรม

2. รักษาชื่อเสียงความเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมสำหรับผู้เข้าพักทั้งในและต่างประเทศ

3. เพิ่มศักยภาพของโรงแรมในการรับนักท่องเที่ยวจากการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

นั่นหมายถึงว่าท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงแรมแห่งนี้ก็ยังสามารถดำรงไว้ซึ่งตำแหน่งผู้นำในด้านอัตราค่าห้องพักของกลุ่มโรงแรมหรูได้อย่างมั่นคง

ต้องยอมรับว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดแข็งที่แตกต่างจากคู่แข่ง คือ Story ของโรงแรม ที่ร้อยรัดไปกับเหตุการณ์ในแต่ละช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย  

เรื่องเล่าที่เป็นเสน่ห์ของโรงแรมแห่งนี้ มีอะไรบ้าง ย้อนอดีตไปด้วยกันกับ Marketeer

ใครคือเจ้าของคนแรกของแมนดาริน โอเรียนเต็ล

บุคคลแรกที่ปรากฏชื่อว่าเป็นผู้ซื้อกิจการโอเรียนเต็ล เมื่อปี พ.ศ. 2413 ชื่อซี ซาลเจ ที่เคยเป็นกะลาสีเรือชาวเดนมาร์ก กับเพื่อนของเขา เอช จาร์ค (ตามหลักฐานที่ปรากฏไว้ในหนังสือ The Oriental Bangkok)

(วันเกิดหรือปีที่ก่อตั้งโรงแรมแห่งนี้ยังเป็นปริศนา ไม่มีการระบุไว้ชัดเจน ข้อมูลส่วนใหญ่จึงยึดเอาปีพ.ศ. 2413 นี้เป็นปีเกิด )

หลังจากคนทั้ง 2 กลับบ้านเกิด โอเรียนเต็ลก็เปลี่ยนเจ้าของเป็นคนต่างชาติทั้งหมดหลายครั้ง จนกระทั่งมาถึงยุคของ มาดาม เจอร์เมน ครูลล์ (Germaine Krull) ที่มีหุ้นส่วนคนสำคัญคือ อดีตนายทหารอเมริกัน จิม ทอมป์ สัน (ราชาผ้าไหมไทยจิม ทอมป์สัน ที่โด่งดังไปทั่วโลก) ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยขณะอยู่ที่มาเลเซีย  ต่อมา มาดามครูลล์เลยขายหุ้นให้กลุ่มอิตัลไทยของ หมอชัยยุทธ กรรณสูต เมื่อ พ.ศ. 2510 นับเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่เข้ามาเป็นเจ้าของ และยังเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่จนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันหมอชัยยุทธเสียชีวิตแล้ว แต่มีนิจพร จรณะจิตต์ ลูกสาว ขึ้นมาเป็นผู้บริหารแทนในตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท บริษัท โอเอชทีแอล จำกัด (มหาชน)

อังคณา กะลันตานนท์ อดีตที่ปรึกษาฝ่ายอาคันตุกะสัมพันธ์ โรงแรมโอเรียนเต็ล เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังถึงภาพของโรงแรมชั้นหนึ่งในอดีต ยุคของมาดามครูลล์ (เคยเขียนถึงไว้ในนิตยสารผู้จัดการฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2544)  ก่อนที่ หมอชัยยุทธ จะเข้ามาซื้อว่า

“ตอนนั้นที่โรงแรมมีน้ำประปาใช้แล้วนะ แต่… แหม หยดติ๋งๆ วันไหนน้ำไม่พอก็เกณฑ์คนไปตักน้ำในแม่น้ำแล้วแกว่งสารส้มเอา น้ำก็ออกมาขาวสะอาด ที่ในห้องน้ำก็มีตุ่มมังกรและมีกระบวยตักน้ำ มีผ้าเช็ดตัวห้องละผืนไว้ให้เหมือนโรงเตี๊ยมต่างจังหวัดตอนนี้เลย

ในยุคนั้นมักจะมีเหตุการณ์ไฟดับเกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งเป็นเพราะนโยบายประหยัดไฟของรัฐบาลหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ ไฟจะดับเป็นย่านๆ ไป และที่โอเรียนเต็ลนั้นจะดับทุกวันพฤหัส ดังนั้น ต้องมีตะเกียงรั้วเติมน้ำมันก๊าด แล้วแขวนไว้ตามที่ต่างๆ  ประมาณ 50-60 ดวง พอสัก 6 โมงครึ่งก็จุดพรึบไปหมดเลย แต่ในที่สาธารณะ เช่น ในห้องอาหาร ทางเดินก็จะใช้ตะเกียงเจ้าพายุ ก็ต้องมีคนคอยสูบ 

 เราต้องคอยสร้างอารมณ์ไปกับแขก คอยบอกว่า ค่ำนี้จะเป็นคืนโรแมนติกแล้วค่ะ แล้วแขกรับได้ แขกก็ไม่บ่นนะ เขาจะบอกว่า It’s a romantic night แล้วก็ หัวเราะกัน อย่างว่าล่ะค่ะ ในสมัยก่อน ช่วงสงครามโลก 4 ปีนั้น ความลำบาก ความ ขาดแคลนมันมีมาก ดังนั้น โรงแรมสบายแค่นั้นมันก็สวรรค์แล้ว มีที่สะอาดให้นอน มีอาหารให้ทาน ไม่ต้องคอยวิ่งหนีลูกระเบิด แล้วตอนนั้นแขกน้อย เราก็รู้จักกับเขาไปหมด เรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นที่สนุกสนานเฮฮากัน”

แต่หลังจากหมอชัยยุทธ ซึ่งมี มร.แบร์ลิงเจียรี เพื่อนรักนักธุรกิจชาวอิตาเลียนผู้บุกเบิกสร้างอาณาจักรอิตัลไทยมาด้วยกัน เข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วย ก็ได้บริหารโรงแรมให้ดีมีมาตรฐานและสวยงามขึ้นอย่างมาก

หมอชัยยุทธ และ มร.แบร์ลิงเจียรี ทั้ง 2 คนเป็นคนที่มีรสนิยมสูง ชอบความหรูหรา ใช้สิ่งของดีๆ ทานอาหารรสเลิศ และเข้าใจความต้องการของลูกค้า ที่ส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มคนชั้นสูงของเมืองไทยและต่างชาติ เป็นอย่างดี ทำให้สามารถกำหนดแนวทางในการทำธุรกิจได้อย่างชัดเจน

ในปี พ.ศ. 2524  นิตยสารการธนาคารอเมริกันชื่อ Institutional Investor ได้โหวตให้โรงแรมโอเรียนเต็ลเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในโลกเป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นก็ได้รับรางวัลความยอดเยี่ยมระดับโลกตามมาอย่างต่อเนื่องอีกมากมาย

ปีพ.ศ. 2536  คือจุดเปลี่ยนสำคัญของโรงแรมนี้อีกครั้งเมื่อได้ก้าวสู่ตลาดหลักทรัพย์โดยมีรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกในวันนี้ คือ แมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮลดิ้ง คัมปะนี 42.39% นิจพร จรณะจิตต์ 23%  บริษัทเจ้าพระยาดีเวล๊อปเมนต์ 10.60% AIA คัมปานี 3%  พิไลจิตร เริงพิทยา 1.89%

ปี พ.ศ. 2551 ชื่อเสียงโรงแรมแห่งนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีกเมื่อเครือโรงแรมยักษ์ใหญ่  Mandarin จากฮ่องกง ซึ่งได้เข้ามาถือหุ้นและได้ถ่ายทอดความชำนาญเทคนิควิธี และความรู้ให้แก่บุคลากรของโอเรียนเต็ล

ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก บริษัท โรงแรมโอเรียนเต็ล ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) มาเป็น บริษัท OHTL จำกัด (มหาชน) และโรงแรมได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ ” 

โรงแรมหรูแห่งนี้ต้องกลายสภาพในช่วงสงครามโลก

ประวัติศาสตร์ที่โรงแรมได้บันทึกไว้ในช่วงเวลานั้นก็คือ

สงครามโลกครั้งที่ 1 โอเรียนเต็ลกลายเป็นแหล่งจัดเลี้ยงอาหารค่ำและแสดงคอนเสิร์ต เพื่อระดมทุนให้ความช่วยเหลือแก่กองทุนรถพยาบาลสภากาชาด และงานการกุศลต่างๆ

สงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นขอเช่าโรงแรมโอเรียนเต็ล โดยในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1942 สำนักงานการท่องเที่ยวระหว่างประเทศของญี่ปุ่นได้สั่งการให้โรงแรมอิมพีเรียลซึ่งเป็นโรงแรมมีชื่อเสียงที่สุดในโตเกียว เข้าเทกโอเวอร์กิจการโอเรียนเต็ล

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารอเมริกันเรียกร้องโรงแรมโอเรียนเต็ลคืน โรงแรมได้กลายสภาพเป็นที่พักของเชลยสงครามชาวดัตช์ อังกฤษ ในช่วงนั้นโรงแรมมีที่พักห้องสวีต 7 ห้อง ห้องพักปกติ 24 ห้อง และห้องพักขนาดเล็กอีก 10 ห้อง

จุดขายที่ลงตัวมากว่าศตวรรษ

ความสวยงามของรูปแบบงานศิลปะ สถาปัตยกรรมย้อนยุค เคยเป็นจุดขายที่สำคัญ ถึงแม้ว่าห้องพักส่วนใหญ่ในยุคหลังๆ ได้ตกแต่งให้สวยงามทันสมัยขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามา  แต่หลายห้องยังคงตกแต่งด้วยเครื่องเรือนที่หรูหรางดงาม เด่นชัดของความเป็นไทย

เป็นที่คุ้นตาของทั้งชาวไทยและต่างประเทศ คือบริเวณ ตึกเก่า Author ‘s Wing ซึ่งฮันส์ นีลส์ แอนเดอร์เซน ผู้เป็นเจ้าของโอเรียนเต็ลในปี 2428 ว่าจ้าง เอส. คาร์ ดู สถาปนิกอิตาเลียนเป็นผู้ออกแบบในรูปแบบศิลปะแบบบาโร้ก และได้เปิดตัวเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2430

ไม่ว่า “ทันสมัยล้ำยุค” หรือห้องพักที่สวยงาม “คลาสสิก” ไม่ใช่ปัญหาสำคัญที่สุดของความสำเร็จ แต่โจทย์ที่ยากที่สุดคือ ทำอย่างไรให้พนักงานทุกคนของโอเรียนเต็ลเป็นพนักงานที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณภาพ และมีจิตวิญญาณแห่งการบริการที่น่าประทับใจ

OHAP สถาบันสร้าง “คน” ของโอเรียลเต็ล ที่สั่งสมวิทยายุทธ์ทุกอย่างของงานบริการ มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ที่ทำให้โรงแรมแห่งนี้ประสบความสำเร็จมานานกว่าศตวรรษ

ก็ต้องดูกันว่า ความสำเร็จในอดีต เรื่องเล่าต่างๆ ที่น่าสนใจ เมื่อผนึกรวมกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีความทันสมัย จะสามารถส่งต่อโรงแรมแห่งนี้ให้มั่นคงยิ่งขึ้นในอนาคตหรือไม่    

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer