MGC-ASIA เปิดรายได้ปี 2568 ทะลุ 2.2 หมื่นล้านบาท โต 10.5% อานิสงส์ EV ดันสัดส่วนยอดขายแตะ 35% ชี้ตลาดรถไฟฟ้าเข้าสู่ยุคคัดกรอง ‘15 แบรนด์ผู้รอดชีวิต’ พร้อมกางแผนปีนี้ ตั้งเป้าโต 25% ลุยเสริมแบรนด์ใหม่-เปิดตัว EV ต่อเนื่อง มุ่งขยายฐานลูกค้าทะลุ 1 ล้านราย ผุดโมเดล Subscription เจาะ Gen Z

ดร. สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์โลก กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

บริษัทมองว่าปัจจัยดังกล่าว ได้กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยเติบโตขึ้น โดยบริษัทประเมินว่าความท้าทายของตลาดในปีนี้ อาจพลิกกลับกลายเป็นภาวะ ‘รถยนต์ไฟฟ้าไม่พอขาย’

เนื่องจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของรถไฟฟ้า ส่งผลให้สมรภูมิแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ช่วงเวลาของการคัดกรองผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มแบรนด์จากประเทศจีน 

ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อช่วง 2 ปีก่อน เคยมีแบรนด์เข้ามาทำตลาดในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าโลกมากกว่า 200 แบรนด์ แต่ปัจจุบันเริ่มเผชิญกับภาวะการแข่งขันด้านราคาและทยอยล้มหายตายจากจนเหลือเพียงราวกว่า 100 แบรนด์ และมีการประเมินกันว่า ท้ายที่สุดแล้วสมรภูมินี้จะเหลือแบรนด์ที่สามารถยืนหยัดทำตลาดและอยู่รอดได้จริงเพียงประมาณ 15 แบรนด์เท่านั้น 

ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวชี้วัดความอยู่รอดของแบรนด์ในระยะยาว จะถูกตัดสินจาก นวัตกรรม, เทคโนโลยีชั้นสูง, วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง และที่สำคัญที่สุดคือความมั่นคงทางการเงิน

อีกทั้งตลาดรถยนต์ไทยยังเผชิญกับภาวะการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้า Gen Z (11-26 ปี) ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังซื้อหลักของตลาดในอนาคต เริ่มเปลี่ยนจากการเน้นความเป็นเจ้าของรถยนต์ ไปสู่การเน้นความยืดหยุ่น และให้ความสนใจกับรูปแบบการให้บริการแบบสมาชิก (Subscription) มากยิ่งขึ้น

บริษัทซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกยานยนต์ ในรูปแบบโฮลดิ้ง คอมพานี ได้เตรียมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ อย่างรัดกุม ผ่านการประเมินและคัดเลือกแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์เกณฑ์การเป็น ‘15 แบรนด์ผู้รอดชีวิต’ อย่างเข้มข้น เพื่อนำเข้ามาทำตลาดในไทย

ผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 22,477 ล้านบาท เติบโต 10.5% โดยยอดขายกลุ่ม Mobility Retail ทำสถิติส่งมอบรวม 11,840 คัน สร้างรายได้กว่า 16,000 ล้านบาท เติบโต 14.5% โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าครองสัดส่วนถึง 35% หรือกว่า 4,000 คัน จากการขยายพอร์ตรถไฟฟ้ากลุ่มพรีเมียมอย่างแบรนด์ ZEEKR และ XPENG ต่อเนื่อง

ประกอบกับการมีฐานรายได้ประจำจากบริการหลังการขาย รวมถึงการฟื้นตัวของธุรกิจการเงินและประกันภัย ทำให้อัตรากำไรและกระแสเงินสดของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ

สำหรับก้าวต่อไปในปี 2569 ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองการเข้าสู่ปีที่ 26 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของภาพรวมธุรกิจในปีนี้ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 25% ซึ่งสัญญาณเชิงบวกสะท้อนให้เห็นตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ที่ยอดขายรถไฟฟ้าสามารถเติบโตได้สูงถึง 30-35%

หลังจากนี้ บริษัทจะเดินหน้าขยายเครือข่ายครอบคลุมทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างไร้รอยต่อ พร้อมตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการเพิ่มฐานลูกค้าจาก 700,000 ราย เป็น 1,000,000 ราย ภายในเวลา 3-4 ปีข้างหน้า รวมถึงมีแผนเตรียมเปิดรับแบรนด์พาร์ทเนอร์ใหม่เข้าพอร์ตโฟลิโออย่างน้อย 1 แบรนด์ ในปีนี้

ทั้งเดินหน้าลุยตลาดรถพรีเมียมในฐานะตัวแทนจำหน่ายต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบรนด์ XPENG มีแผนเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกถึง 3 รุ่น ภายในปีนี้ ตลอดจนรถไฟฟ้าแพลตฟอร์มใหม่จากทาง BMW Group ที่เตรียมเปิดตัวถึง 8 รุ่น

บริษัทยังเน้นการเติบโตของรายได้สม่ำเสมอผ่าน 3 ส่วนหลักคือ บริการหลังการขาย (Aftersales) ธุรกิจสินเชื่อ (Alpha X) และธุรกิจประกันภัย (Howden Maxi) ตลอดจนมีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มและโมเดลธุรกิจแบบ Subscription ตอบรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้ากลุ่ม Gen Z และรวบรวมพาร์ทเนอร์ด้านไลฟ์สไตล์เข้าสู่ระบบของ MGC-MOBILIFE ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น