อายุน้อยร้อยล้านของจริง ล่าสุด พีช-พชร จิราธิวัฒน์ เปิดตัวธุรกิจใหม่ อย่างแบรนด์ MAW ข้าวเกรียบกุ้งสไตล์ Global Taste ราคาเริ่มต้น 69 บาท เจาะช่องว่างตลาด Snacks ระหว่าง “ขนมแมสทั่วไป” กับ “ขนมนำเข้าราคาแพง” ด้วยแนวคิด Elevate The Ordinary ทำขนมที่ให้ประสบการณ์แบบพรีเมียม แต่ยังอยู่ในระดับราคาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย

พีช อธิบายว่า ที่ผ่านมา ขนมพรีเมียมในไทยจำนวนมากเป็นสินค้านำเข้า ซึ่งมีต้นทุนด้านภาษีและโลจิสติกส์ ทำให้ราคาสูง ขณะที่ขนมในตลาดแมสแม้จะราคาจับต้องง่าย แต่บางครั้งยังขาดความแปลกใหม่ในเรื่องรสชาติและประสบการณ์การกิน

ด้วยเหตุนี้ MAW จึงถูกวางให้เป็นแบรนด์ที่อยู่ “ตรงกลาง” ของตลาด คือให้ความรู้สึกพรีเมียมมากขึ้น แต่ยังสามารถซื้อกินได้ในชีวิตประจำวัน

อินไซต์นี้ยังสอดคล้องกับข้อมูลจาก Megatrend Report ที่ระบุว่า 67% ของผู้บริโภคไทยชอบทดลองอาหารหรือขนมพรีเมียมใหม่ ๆ เพราะมองว่าสินค้าเหล่านี้ช่วยสะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ยังต้องคำนึงถึงงบประมาณในการใช้จ่ายด้วย

ตอบโจทย์  คนจำนวนมากอยากลองของใหม่ อยากกินของดีขึ้น แต่ก็ยังต้องการราคาที่สมเหตุสมผล

ชื่อแบรนด์ MAW มาจากการผสมคำว่า Mouth และ Jaw ซึ่งสื่อถึงภาพของคนกินที่มีรสนิยม ชอบลองรสชาติใหม่ ๆ และเปิดรับประสบการณ์การกินที่แตกต่างออกไป

โดยสินค้าแรกที่แบรนด์เลือกเปิดตัวคือ ข้าวเกรียบกุ้งพรีเมียม โดยพยายามปรับภาพของขนมชนิดนี้ให้ดูทันสมัยขึ้น ทั้งในแง่รสชาติและรูปแบบ

ตัวสินค้าออกแบบให้มีลักษณะคล้ายเฟรนช์ฟรายส์ เพื่อให้ดูต่างจากข้าวเกรียบกุ้งแบบเดิม ๆ และพัฒนารสชาติที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารนานาชาติ

รสชาติที่เปิดตัวมีทั้งหมด 3 แบบ คือ Spicy Mentaiko Mayo ได้แรงบันดาลใจจากอาหารญี่ปุ่น, Cheddar Jalapeño รสชีสและพริกสไตล์อเมริกัน-เม็กซิกัน และ Salted Rosemary Butter รสเนยเค็มผสมกลิ่นสมุนไพร วางจำหน่ายใน 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 50 กรัม ในราคา 69 บาท และขนาด 120 กรัม ในราคา 145 บาท

ในด้านกลยุทธ์ตลาด พีชไม่ได้เริ่มจากการทำตลาดแมสทันที แต่เลือกโฟกัสกลุ่มผู้บริโภคที่เรียกว่า Urban Tastemaker หรือคนเมืองวัยประมาณ 25-35 ปี ที่สนใจเทรนด์อาหารและชอบลองของใหม่

เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้า แบรนด์จึงเลือกเริ่มต้นวางจำหน่ายผ่าน TOPS ซูเปอร์มาร์เก็ตจำนวน 724 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งเป็นช่องทางที่มีฐานลูกค้าคล้ายกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์

สำหรับปีแรก MAW ตั้งเป้ารายได้ไว้ประมาณ 55-71 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.1-0.13% ของมูลค่าตลาดขนมทั้งหมด โดยตั้งใจเริ่มต้นจากตลาดเฉพาะกลุ่มก่อน แล้วค่อยขยายในระยะต่อไป

ในแง่ช่องทางการขาย บริษัทวางแผนให้ 70% มาจากหน้าร้านออฟไลน์ และอีกส่วนจะเริ่มขยายไปสู่ช่องทางออนไลน์

ส่วนแผนระยะยาวในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า มีแนวคิดที่จะพัฒนาสินค้าใหม่เพิ่มเติม และขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศในเอเชีย โดยหนึ่งในประเทศที่ถูกมองไว้คือ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดขนมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ และมีพฤติกรรมผู้บริโภคใกล้เคียงกับไทย

FYI: ตลาดขนมขบเคี้ยวไทยยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง จากรายงาน Savoury Snacks in Thailand โดย Euromonitor ระบุว่า มูลค่าตลาดมีแนวโน้มเพิ่มจาก 55,322 ล้านบาทในปี 2025 เป็น 67,977 ล้านบาทในปี 2030 สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังคงใช้จ่ายกับสินค้ากลุ่ม Affordable Indulgence อย่างต่อเนื่อง รวมถึงในเรื่องของการกิน