Porsche คือภาพสะท้อนและสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความมั่นคงทางการเงินมาโดยตลอด ทว่าล่าสุดค่ายรถหรูจากสตุตการ์ต ประเทศเยอรมนี กำลังเผชิญวิกฤตจนต้องประกาศปลดพนักงานเพิ่ม
Porsche ประกาศว่าจะต้องปลดพนักงานเพิ่มอีก จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2030 จะมีพนักงานจำนวน 3,900 ตำแหน่งที่ต้องออกจากองค์กรไป

Porsche ระบุว่าจำเป็นต้องปลดพนักงานเพิ่ม เนื่องจากยอดขายรถอีวี ที่แม้จะขยับขึ้นมาแตะ 22.2% แต่ความจริงที่น่ากังวลคือยอดขายโดยรวมของแบรนด์กลับลดลง 10% ในเวลาเดียวกัน รถเครื่องยนต์สันดาปใช้น้ำมันยังคงเป็นเสาหลักด้วยสัดส่วนยอดขายถึง 65.6% โดยเฉพาะรุ่น 911 ที่ทำยอดขายทุบสถิติใหม่
ส่วนกลุ่มไฮบริดยังคงรักษาสัดส่วนได้คงที่ประมาณ 12% สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า ลูกค้ากลุ่มรถหรูยังคงมีความผูกพันกับเครื่องยนต์สันดาปใช้น้ำมันสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
ดังนั้นการฝากความหวังไว้กับรถอีวีเพียงอย่างเดียวในช่วงที่ผ่านมากลายเป็นความเสี่ยงทางการเงิน และยิ่งเป็นการย้ำว่าตลาดยานยนต์เปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์น้ำมันไปสู่รถอีวีช้ากว่าที่คาดไว้อย่างมาก
ปัจจัยลบดังกล่าวยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ จนทำให้ก่อนหน้านี้ Northvolt บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่รถอีวีของยุโรปต้องล้มละลาย ขณะที่ Lamborghini ก็ได้ประกาศเลิกผลิตรถอีวีและหันมาเน้นรถไฮบริดแทน
วิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้ Porsche จำเป็นต้องชะลอการเปิดตัวรถไฟฟ้าหลายรุ่น เช่น Boxster และ Cayman EV ออกไปเป็นปี 2027 จนไปฉุดกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทที่เคยสูงถึง 5,600 ล้านยูโร (ประมาณ 206,000 ล้านบาท) หายไปถึง 90% ลงมาอยู่ที่เพียง 413 ล้านยูโร (ประมาณ 15,200 ล้านบาท)
พร้อมกันนี้ยังทำให้เกิดการขาดทุนทางบัญชีสูงถึง 3,900 ล้านยูโร (ประมาณ 143,000 ล้านบาท) อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่บีบให้ Porsche ต้องปลดพนักงานเพิ่ม คือส่วนแบ่งการตลาดในจีนที่ลดลงเหลือเพียง 15% ขณะที่ในสหรัฐฯ ก็เผชิญกับกำแพงภาษีรถยนต์นำเข้า ซึ่ง Porsche นำเข้ารถยนต์เข้าสู่สหรัฐฯ แบบ 100% ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่า 700 ล้านยูโร (ประมาณ 25,700 ล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา
วิกฤตของ Porsche ไม่ได้หยุดอยู่แค่แบรนด์เดียว แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยไปยัง Volkswagen (VW) บริษัทแม่ ซึ่งปัจจุบันกำลังตกที่นั่งลำบากจากการประกาศเลิกจ้างพนักงานทั่วโลกครั้งใหญ่ ที่เป็นสะท้อนขาลงของอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนีอีกด้วย
นอกจากนี้ในปี 2026 Porsche ยังต้องฝ่ามรสุมลูกใหม่จากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาน้ำมันโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์ของ Porsche ในขณะนี้คือภาพสะท้อนของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปที่ยังติดอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ค่ายรถหรูต้องยอมรับความเจ็บปวดจากการลดพนักงานและชะลอแผนรถอีวี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้แต่บริษัทที่มีภาพลักษณ์แข็งแกร่งที่สุดก็ได้รับผลกระทบเมื่อการเปลี่ยนผ่านล่าช้าผิดคาด
อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นโอกาสให้ซีอีโอคนปัจจุบันอย่าง ไมเคิล ไลเทอร์ส ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปี 2026 ได้พิสูจน์ฝีมือว่าแผนการปรับโครงสร้างที่เน้นความคล่องตัวเพื่อให้บริษัทกลับมาเติบโตได้อย่างรวดเร็ว (Leaner and Faster) จะสามารถฝ่ามรสุมยุคเปลี่ยนผ่านและความท้าทายใหม่ที่กำลังเข้ามาไปได้หรือไม่ / theguardian
