“เครือสหพัฒน์” ตัดสินใจควบธุรกิจอาหาร เชื่อทำให้บริการต้นทุนได้ดี และสร้างรายได้ชัดเจน ปีนี้เตรียมเน้นลงทุนธุรกิจเซอร์วิส วางเป้าอีก 3 ปีจะมีธุรกิจขนาดหมื่นล้าน 2-3 ธุรกิจ
วิชัย กุลสมภพ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาทาง SPI ได้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกรรมรับโอนกิจการทั้งหมดของ บริษัท เพรซิเดนท์ โฮลดิ้ง จำกัด (PH) ซึ่งประกอบธุรกิจหลัก คือการถือหุ้นในธุรกิจอาหารของเครือสหพัฒน์ และการซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด ของ บริษัท เพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ จํากัด (มหาชน) (PR) และ บริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ จํากัด (มหาชน) (PB)

รวมถึงการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์จํากัด (มหาชน)(TF) และ บริษัท เพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ จํากัด (มหาชน) (PR) ซึ่งการควบรวมทำให้ 1. ถือหุ้นใน TR จาก 21.96% เป็น 22.04%, 2. PR จาก 3.01% เป็น 35.75% และ PB ถือหุ้นตรงจาก 2.82% เป็น 21.58% และทางอ้อมอีก 37.52% ซึ่งดีลนี้มีมูลค่า 2.902 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้ ได้รับรางวัล Finance Asia’s Achievement Awards 2017 ประเภท Best Thailand Deal จากการทำธุรกรรมรับโอนกิจการและทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ จาก Finance Asia
“เดิมลักษณะของการถือหุ้นจะเป็นรูปแบบของการไขว้กันไปมา แต่หลังจากที่ควบรวมสิ่งที่เห็นชัดเจนหลังการควบรวมคือ จะสามารถจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น เช่น วัตถุดิบของมาม่าเป็นแป้งสาลี เช่นเดียวกันขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ต่อไปก็จะจัดการต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น”
“ซึ่งนอกจากจะทำให้เครือธุรกิจอาหารเข้มแข็งมากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้เงินปัดผลมากขึ้นอีกด้วย เห็นได้ชัดจากปีที่ผ่านมาปรกติแล้วรายได้ของ SPI จะโตปีละ 5-8% แต่ในปีที่ผ่านรายได้โต 30-40% หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท ส่วนกำไรก็โต 50% หรือราว 3,000 ล้านบาท”
ปัจจุบันรายได้หลักของ SPI มี 3 กลุ่มหลักคือ อาหาร, เสื้อผ้าที่กำลังปรับไปทำกลุ่มพรีเมี่ยมมากขึ้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากทั้งฟาสต์แฟชั่นและแบรนด์จีน ที่ทำราคาได้ใกล้เคียงกัน และสุดท้ายเครื่องสำอาง
ซึ่งแต่ละปีจะมีการใช้เงินลงทุนปีละประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท สำหรับปีนี้กำลังมีดีลที่คุยๆอยู่ประมาณ 2-3 ดีล โดยจะเน้นลงทุนในธุรกิจเซอร์วิสมากขึ้น เนื่องจากเห็นทิศทางการเติบโตที่ชัดเจน โดยคาดว่าปีนี้รายได้ก็จะโตในกรอบ 5-8% ซึ่งปรกติแล้วรายได้จะมาจาก 3 ช่องทางหลัก คือ 1.เงินปันผลจากบริษัทในเครือ ขายที่ดิน และเช่าที่ดิน
นอกจากนี้วิชัยยังมองเป้าหมายภายใน 3 ปีนี้ จะต้องมีธุรกิจที่มีมูลค่าถึง 10,000 ล้านบาทให้ได้ประมาณ 2-3 ธุรกิจ ซึ่งจะเป็นธุรกจที่จะลงทุนขึ้นมาได้ ไม่ได้ต่อยอดจากของเดิมที่มีอยู่ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาทต่อธุรกิจ
