เป็นมาแล้วทุกอย่างตั้งแต่ดีเจ นักร้อง นักแสดง นางแบบ แต่สถานะที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้ของรัชวิน ก็คงหนีไม่พ้นการเป็นนักวิ่ง ที่วิ่งเพื่อเป็นกำลังใจให้กับพี่ตูน และวิ่งเพื่อสังคมผ่านโครงการที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ‘ก้าวคนละก้าว’
วิ่งเพื่อคนอื่นมาโดยตลอด ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่รัชวินจะหันมาวิ่งเพื่อตัวเองบ้าง และคำว่าเพื่อตัวเองในที่นี้ก็ไม่ใช่แค่เหตุผลในเรื่องของสุขภาพ แต่ยังหมายถึงการเก็บสถิติให้กับตัวเองผ่านมาราธอนครั้งแรกในชีวิต
แม้การวิ่งในโครงการก้าวคนละก้าวของรัชวิน จะมีระยะทางกว่าพันกิโลเมตร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าระยะ 42 กิโลเมตรในมาราธอนครั้งแรกของเธอจะเป็นเรื่องง่าย
เพราะมันคือการวิ่งแบบต่อเนื่อง ไม่มีหยุดพัก ไม่มีคนคอยเอากล้วยมาให้ ไม่มีคนคอยเอาเงินมาบริจาคระหว่างทาง และที่สำคัญคือมาราธอนครั้งแรกนี้ เป็นการวิ่งนอกประเทศไทย ที่ไปไกลถึงงานระดับโลกอย่าง Kyoto Marathon 2018

จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าการวิ่ง อยู่กับรัชวินมานานกว่า 5 ปีแล้ว
หลายคนอาจจะคิดว่ารัชวินเริ่มออกมาวิ่งจากโครงการก้าวคนละก้าว แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะนับจนถึงทุกวันนี้ก็กินระยะเวลามากว่า 5 ปีแล้วที่รัชวินได้ไปลงแข่งวิ่งตามรายการมินิมาราธอนต่าง ๆ
แต่ที่หลายคนยังไม่เคยรู้จักแง่มุมการเป็นนักวิ่งของรัชวินเมื่อ 5 ปีที่แล้ว นั่นก็เป็นเพราะเหตุผลที่เธอบอกกับเราว่า
“ตอนนั้นที่เริ่มวิ่ง มันเป็นการวิ่งเพื่อออกกำลังกายทั่ว ๆ ไป ไม่ได้มีการฝึกซ้อมหรือเทรนนิ่งอะไรอย่างจริง ๆ จัง ๆ เหมือนอย่างทุกวันนี้
อีกอย่าง 5 ปีที่แล้วโซเชี่ยลมีเดียยังไม่ค่อยบูม คนเลยไม่ค่อยรู้จักเราในแง่มุมนี้เท่าไหร่ เราก็เลยวิ่งของเราเงียบ ๆ ต่อไป”
จุดเริ่มต้นของการก้าวออกมาวิ่ง เพื่อตัวเองบ้าง
หลังจากจบโครงการก้าวคนละก้าว นักวิ่งแวดล้อมที่เคยวิ่งร่วมลู่บนถนนเดียวกันกับรัชวิน ก็ไปหารายการมาราธอนแข่งกันต่อ และปรากฏว่าทุกคนก็สามารถทำเวลาได้ดีขึ้น ทำลายสถิติของตัวเองในอดีตได้
ตรงนี้เองเหมือนเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เธออยากจะลองทำลายสถิติในอดีตของตัวเองดูบ้างสักครั้งว่า
‘เราจะวิ่งติดต่อกัน 42 กิโลเมตรได้หรือเปล่า’
เพราะแม้จะเคยวิ่งมาราธอนมาก่อนหน้า แต่นั่นก็เป็นระยะ 23-26 กิโลเมตรเท่านั้น และถึงจะเคยวิ่งในก้าวคนละก้าวมากว่า 1,000 กิโลเมตร แต่มันเป็นการวิ่งไปพักชมเรื่องราวระหว่างทางไปเรื่อย ๆ

8 สัปดาห์คือช่วงเวลาที่ใช้ฝึกซ้อม ก่อนมาฟูลมาราธอนในครั้งนี้
เตรียมตัว 8 สัปดาห์กับการวิ่งมาราธอน 42 กิโลเมตร ถือเป็นความท้าทายที่รัชวินต้องใช้เวลาใน 2 เดือนที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด
“จริง ๆ ก่อนมาฟูลมาราธอนครั้งนี้ก็มีไปวิ่งมินิมาราธอน 11 กิโลเมตรที่ดอยสุเทพมา เหมือนเป็นการพาตัวเองให้ไปอยู่ในบรรยากาศของการแข่งขัน และเป็นการซ้อมในระยะที่ไม่ไกลมากก่อนลงแข่งจริง
แต่พอถึงวันแข่งนี่สิ แค่ 2 กิโลเมตรแรกก็เกือบจะถอดใจแล้ว เหมือนพอเริ่มปล่อยตัว เราก็ใส่สุดแรงที่มี แต่วิ่งไปสักพักหัวใจก็เริ่มเต้นแรง สลับกับความคิดที่วนอยู่ในหัวว่าหรือเราควรหยุดดีไหม มันเหนื่อยมาก บวกกับบรรยากาศของสองข้างทางที่มืดมาก ก็ยิ่งทำให้เราอยากถอดใจไปใหญ่
ยังดีที่เป็นคนไม่ชอบอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ คือถ้าลงวิ่งแล้วยังไงก็ต้องเอาให้จบ ถ้าไม่จบจะไม่วิ่งแต่แรก เราก็เลยเอาความคิดที่จะถอดใจออกไป แล้วใส่จินตนาการเข้าไปแทนที่ คิดถึงสิ่งที่เราคิดแล้วมีความสุข ซึ่งนั่นก็คือภาพของคุณยายที่เคยมานั่งรอบนเส้นทางเบตง เด็ก ๆ ที่คอยเข้ามาให้กำลังใจพี่อูน รวมถึงเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่เข้ามาวิ่งในตอนก้าวด้วยกัน
พอเปลี่ยนความคิด ความสุขก็เริ่มเข้ามาแทนที่ความอยากถอดใจ จำได้ว่าตอนนั้นเราวิ่งไปยิ้มไป และถ้ามีใครมาเห็นตอนนั้นคงคิดว่าเราบ้าแน่ ๆ (หัวเราะ)”
นอกจากการไปซ้อมในสนามจริง รัชวินก็ยังฝึกฝนด้วยการวิ่งที่สวนลุมพินี สลับกับการทำ weight training ในทุก ๆ วันเพื่อสร้างความแข็งแรง ยกเว้นวันอาทิตย์ที่จะให้กล้ามเนื้อได้หยุดพักผ่อนบ้าง
อ่านเผิน ๆ คงจะคิดว่า Paragraph ด้านบนเป็นแค่ประโยคเรียบง่ายธรรมดาใช่ไหม ?
แต่คุณว่าเมื่อถึงเวลาจริงจะมีสักกี่คนทำได้อย่างนี้ บนพื้นฐานของอาชีพนักแสดงที่ทำงานไม่เคยเป็นเวลาแบบนี้
เราว่ามันเป็นความธรรมดา ที่ต้องอาศัยวินัยแบบไม่ธรรมดาเลย

การวิ่งกลายเป็นสิ่งที่ทำ Mindset ของรัชวินเปลี่ยนไป
มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “วิ่งเปลี่ยนชีวิต”
และมันน่าจะเป็นคำพูดที่ตรงกับชีวิตของรัชวิน ที่ไม่ใช่แค่ในแง่ของสุขภาพร่างกาย หรือชื่อเสียงที่ทำให้คนรู้จักพี่อูนน้องอ้อยมากขึ้น
เพราะมันยังรวมไปถึงการเปลี่ยนระบบ Mindset ของตัวเธอเองในแทบจะทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่เรื่องงานที่รัชวินบอกกับเราว่าเธอเป็นคนมีวินัยในการทำงานมากขึ้น ,เป็นคนรู้จักตัวเองมากขึ้นเพราะมีเวลาคุยและฟังเสียงหัวใจของตัวเองในตอนที่วิ่งคนเดียว
หรือแม้แต่การก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองที่ในอดีตไม่เคยทำได้ แต่ถ้าได้ลองข้ามผ่านมันไป สุดท้ายก็จะมีคนมาบอกกับเราว่า
เธอทำได้นะ ฉันภูมิใจในตัวเธอ
และคน ๆ นั้นก็คือตัวคุณเองนั่นแหละ : )

สุดท้ายแล้วรัชวินก็หวังว่าในการแข่งขันที่ Kyoto Marathon ครั้งนี้ เธอจะสามารถจบได้ในเวลาไม่เกิน 5 ชั่วโมง และพยามที่จะไม่กดดันตัวเองมากเกินไปจนทำให้ลืมบรรยากาศดี ๆ ที่รายรอบอยู่ข้างทาง
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสภาพอากาศ หรือสภาพร่างกายในตอนนั้นจะเอื้ออำนวยให้รัชวินทำได้อย่างที่ตั้งใจหรือไม่
แต่ที่รู้คือเราเป็นกำลังใจให้อยู่ตรงนี้ แล้วเดี๋ยววันงาน จะไปรอรับที่เส้นชัยนะ : )
