Line Man เดินเกม Moment Marketing เน้นสร้างอารมณ์-ความรู้สึกที่จับต้องได้ให้ลูกค้า ขยายฐานลูกค้าอายุ 40-50 ปี
วรานันท์ ช่วงฉ่ำ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาธุรกิจและการตลาด Line Man กล่าวว่า ตลาดเดลิเวอรี่ส่งอาหารในปัจจุบันมีการแข่งขันอย่างดุเดือด หลายเจ้าต่างออกโปรโมชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด ลดบริการค่าส่ง ตลอดจนการหาพาร์ตเนอร์ร้านอาหารเพื่อกระตุ้นการใช้งานมากขึ้น
ขณะที่จุดเแข็งของ Line Man คือ บริการส่งอาหาร (Food) ซึ่งทำรายได้มากสุดให้กับธุรกิจของ Line Man ส่วนอันดับถัดมาคือ Taxi Passenger Messenger และ Convenient ตามลำดับ
ปัจจุบัน Line Man มีร้านอาหารมากกว่า 50,000 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแอคทีฟยูสเซอร์เฉลี่ย 1.5 ล้านคนต่อเดือน ที่ใช้งานแอปพลิเคชันมากกว่า 1 ครั้งต่อเดือน ยอดใช้จ่ายต่อออเดอร์ (Basket Size) สูงกว่า 300 บาทต่อออเดอร์ โดยฐานลูกค้าหลักยังคงเป็นกลุ่มคนอายุ 20-40 ปี
วรานันท์กล่าวอีกว่า บริการส่งอาหารของบริษัทมีการเติบโตของยอดออเดอร์ถึง 2 ดิจิต (digit) ต่อเดือน อีกทั้งเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายเพิ่มถึง 170% จากการทำแคมเปญ “LOVE MOM หม่ำกับแม่” ประกอบกับการลดราคาค่าส่ง 10 บาทในช่วงสิ้นเดือนเป็นเวลา 10 วัน
อย่างไรก็ตาม Line Man ไม่ได้มองว่า ‘โจทย์’ การแข่งขันในสนามนี้มีแค่ ‘โปรโมชั่น’ และ ‘ค่าส่ง’ เท่านั้น แต่เป็นการทำให้คนคุ้นชินกับการสั่งอาหารนอกบ้าน และขยายตลาดไปยังกลุ่มคนอายุ 40-50 ปี เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับประชากรสูงวัยที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น (Aging Society)
“เรามองถึงการขยายฐานไปยังกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 40-50 ปี จากแต่ก่อนคนมองว่า O2O แพลตฟอร์มเป็นเรื่องไกลตัว แต่พอเรามองเรื่อง Emotional Value จะทำให้จับได้ตรงกลุ่มมากขึ้น และน่าจะมีส่วนในการปรับพฤติกรรมของคนรุ่นพ่อแม่ และขยายฐานไปยังกลุ่มผู้ใหญ่ได้” วรานันท์ขยายความ
วรานันท์มองว่า ตลาดเดลิเวอรี่ยังมีมูลค่าสัดส่วนที่เล็กเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ จึงมองว่าเป็นโอกาสที่ Line Man จะเติบโตโดยใช้วิธีการที่ไม่ซ้ำกับผู้เล่นรายอื่น
“การใช้ moment marketing เพื่อเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้แตกต่างจากคู่แข่งในตลาด ทำให้ลูกค้ามองว่า Line Man ไม่ใช่แค่แอปพลิเคชัน แต่มองว่าเป็นคนจริงๆ เป็นพนักงานใส่แจ๊กเก็ตเขียวจริงๆ” วรานันท์เสริม
วรานันท์กล่าวอีกว่า บริษัทได้พัฒนาบริการของพนักงานขับรถ จนเกิดการต่อยอดเป็นแคมเปญ “ไลน์แมนหล่อบอกต่อ” สอดคล้องกับผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้งานแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ที่ยกให้บริการที่มีคุณภาพของพนักงานขับของ LINE MAN นั้นเป็นสิ่งที่ครองใจผู้ใช้ให้เกิดการใช้งานเป็นประจำ
วรานันท์กล่าวอีกว่า ความท้าทายต่อไปคือเติบโตอย่างยั่งยืน และครองใจผู้ใช้งานในระยะยาว โดยมุ่งพัฒนาบริการที่เน้นคุณค่าความรู้สึก (Emotional Value) ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ผู้บริโภคมองว่า Line Man เป็นแบรนด์ที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภค
สำหรับการสร้างคุณค่าทางความรู้สึก (Emotional Value) จะเข้ามาเสริมกับกลยุทธ์ Moment Marketing ที่ LINE MAN ได้วิเคราะห์ Big Data โดยการจับกระแสตลาด แล้วส่งโปรโมชั่นไปยังกลุ่มผู้ใช้ LINE MAN ได้ตรงกับโปรโมชั่นจัดขึ้น
ตัวอย่างที่ Line Man วิเคราะห์ข้อมูล (Data) จนสามารถสร้างยอดขายได้จำนวนมากคือ ยอดขายชานมไข่มุก ซึ่งเติบโตถึง 50 เท่า รวมถึงขนมเอแคลร์ของ After You ที่ทำยอดขายได้ 200,000 ชิ้นภายใน 1 เดือน
อีกทั้ง Line Man ยังจับมือกับร้านอาหารเพื่อทำ Exclusive Menu ที่มีขายเฉพาะหน้าร้านกับสั่งผ่าน Line Man เท่านั้น
จาก Data ยังพบอีกว่าในช่วงที่ผ่านมา ‘อาหารไทย’ อาทิ คั่วกลิ้ง ผักสด น้ำพริก ถือเป็นอาหารที่มาแรงที่สุด เนื่องจากโปรโมชั่นและพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึง ‘กลุ่มแซ่บ’ อาทิ ส้มตำ ยำ อาหารอีสาน ที่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน
ส่วน ชานมไข่มุก-ของหวาน-ฟาสต์ฟู้ด ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
![]()
Line Man Timeline
2559 เปิดตัว Line Man พร้อม 3 บริการ
- Food Delivery พร้อมร้านอาหาร 10,000 ร้าน, บริการ Messenger และ Convenience
2560
- ม.ค. Food Delivery เพิ่มเป็น 20,000 ร้าน
- เม.ย. เปิดบริการ Parcel
- มิ.ย. ผู้ใช้บริการครบ 5 แสนคน/เดือน, มีร้านอาหารมากกว่า 30,000 ร้าน
2561
- มี.ค. เปิดบริการ Taxi
- มิ.ย. ผู้ใช้บริการมากกว่า 1 ล้านคน/เดือน, มีร้านอาหารมากกว่า 40,000 ร้าน
2562
- ม.ค. ผู้ใช้บริการมากกว่า 1.5 ล้านคน/เดือน
- มิ.ย. ฉลองครบรอบ 3 ปี ใช้กลยุทธ์ Moment Marketing สร้างปรากฏการณ์คนสั่งชานมไข่มุกเพิ่ม 50 เท่า
- ส.ค. ใช้การตลาด Emotional Value, มีร้านอาหารมากกว่า 50,000 ร้าน
–
