Marketeer มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนา “Shaping Thailand’s Competitive Edge 2020” ที่ ทีเอ็มบี จัดขึ้น เพื่ออัปเดตข้อมูลและทิศทางเศรษฐกิจในยุคเริ่มต้นของสงครามการค้าที่แท้จริง พร้อมแนะนำแนวทางการพัฒนาศักยภาพองค์กรในมุมของแบรนด์และการบริหารคนให้กับลูกค้ากลุ่มธุรกิจแบบ Exclusive

ความน่าสนใจของงานนี้ไม่ใช่แค่การอัปเดตทิศทางเศรษฐกิจเท่านั้น…แต่ทีเอ็มบีได้เชิญผู้บริหาร 2 แบรนด์ใหญ่ระดับประเทศอย่าง มินิ ประเทศไทย และ เซ็นทรัล กรุ๊ป มาเป็น Influencer ในมุมของการสร้างแบรนด์ และการบริหารคน

What lies beyond trade war

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี อนาลิติกส์

นริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี อนาลิติกส์ อธิบายถึงสาเหตุการเกิดสงครามการค้าสั้นๆ ว่า “Globalization หรือโลกาภิวัตน์ นำไปสู่ Global Imbalance หรือความไม่สมดุลระดับโลก จนทำให้ ‘สงครามการค้า’ เกิดขึ้น และสิ่งที่ตามมาคือ ‘ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและภายในประเทศ’ ซึ่งการชะลอตัวของเศรษฐกิจนี้ถูกแก้ปัญหาด้วยนโยบายการลดดอกเบี้ย ลดค่าเงินอ่อนลง เมื่อเกิดความไม่สมดุลก็วนลูปไปที่สงครามการค้าอีกครั้ง นี่คือสิ่งที่เราจะเจอในระยะยาว”

สงครามการค้านั้นมีมาตั้งนานแล้ว แต่ที่เห็นชัดในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นมวยคู่แรกระหว่าง “สหรัฐฯ-จีน” ตรงนี้คุณนริศอธิบายว่า “ย้อนกลับไปในปี 2001 ก่อนจีนเข้าร่วม WTO เส้นทางการค้าระหว่างประเทศจะมี hub ใหญ่ๆ คือ สหรัฐฯ ยุโรป สิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น แต่ในปี 2018 หลังจากเข้าร่วม WTO จีนกลายมาเป็นผู้เล่นสำคัญของการค้าโลกอย่างรวดเร็ว”

“ประกอบข้อมูลดุลการค้าของประเทศเหล่านี้ เทียบกันระหว่างปี 2001 และปี 2018 จะเห็นว่าสหรัฐฯ ยังคงขาดดุลอยู่เช่นเดิมคิดเป็น 43% ของการขาดดุลการค้าทั้งโลก ขณะที่เยอรมนี จีน และญี่ปุ่น เกินดุลการค้ามากขึ้นในปี 2018 และการที่จีนเป็นประเทศที่เกินดุลการค้าที่น้อยที่สุดใน 3 ประเทศ (14%) แต่กลับเป็นคู่ชกคู่แรก นั่นหมายความว่ายังมีมวยคู่อื่นๆ ในสงครามการค้าที่เราต้องเจอต่อไปแน่นอน”

นอกจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ยังคงยืดเยื้อต่อไป และมวยคู่ใหม่อย่างญี่ปุ่น-เกาหลีแล้ว คุณนริศได้ยกตัวอย่างมวยคู่อื่นๆ ที่เราอาจต้องเจอ เช่น สหรัฐฯ-เม็กซิโก, สหรัฐฯ-แคนาดาสหรัฐฯ-สหภาพยุโรป และสหภาพยุโรป-สหราชอาณาจักรฯ เป็นต้น นั่นหมายความว่า นี่คือสิ่งที่กลุ่มธุรกิจไทยจะต้องเจออยู่ตลอด

“เมื่อเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวจากสงครามการค้า เศรษฐกิจไทยเองก็เช่นกัน เห็นได้ชัดจากภาพรวมการส่งออกของไทยและเอเชียที่หดตัวลง ส่งผลให้ GDP ประเทศไทยปีนี้ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยคือ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และค่าเงินบาทแข็งตัวมากขึ้น

และที่น่ากังวลคือ การบริโภคครัวเรือน ที่ปีที่แล้วคิดเป็นสัดส่วน 50% ของเศรษฐกิจไทย จะสามารถโตเทียบเท่าปีที่ผ่านมาได้นั้นเป็นไปได้ยาก ถึงแม้จะมีมาตรการจากภาครัฐเข้ามาช่วยแต่ก็พยุงได้แค่บางส่วนเท่านั้น อาจจะต้องรอการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนและเอเชียเป็นหลัก แต่ด้วยสถานการณ์ค่าเงินที่แข็งอาจส่งผลกระทบได้ในระยะยาว ขณะที่ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ย คาดการณ์ว่าน่าจะมีแนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงสิ้นปี

สำหรับเรื่องการอัปเกรดเศรษฐกิจไทย คุณนริศแนะนำกลุ่มธุรกิจองค์กรไทย เรื่องการสร้าง Value Chain ยกระดับเปลี่ยนบทบาทใน Global Value Chain เป็นการเพิ่มมูลค่าทางความคิดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และธุรกิจ โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ด้วยธุรกิจแบรนด์ APPLE ที่ประเทศผู้เป็นเจ้าของคือสหรัฐฯ อยู่ในตำแหน่งที่มีมูลค่าเพิ่มสูงทั้ง 2 ตำแหน่งใน Value Chain การผลิต ซึ่งหากธุรกิจบ้านเราทำได้ ก็สามารถเพิ่มศักยภาพและมูลค่าให้กับเศรษฐกิจของประเทศ และช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกได้

สร้างแบรนด์ให้สนุก ด้วย Passion

ปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย

ในพาร์ตของ How to การสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทีเอ็มบี ได้เชิญ คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย มาแบ่งปันแนวคิด ที่ทำให้มินิยังคงอยู่ในใจคนทุกยุคทุกสมัย สะท้อนจากตัวเลขการเติบโต 260% ใน 5 ปี

งานนี้คุณปรีชาบอกเคล็ดลับการสร้างแบรนด์มินิให้แข็งแกร่งว่า “Passion คือ Core Value ของแบรนด์มินิ ซึ่ง Core Value นั้นเป็นนามธรรมที่ส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้โดยไม่มีวันตาย และมินิเองค้นพบ Passion ของตัวเองและส่งต่อไปยังลูกค้าได้สำเร็จ ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้มินิเติบโตอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ คุณปรีชายังบอกว่า การสร้างแบรนด์ให้สนุกมีชีวิตชีวาโดยการ ‘คิดต่าง’ ก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่อย่าต่างจนลืม Identity ของแบรนด์เอง รวมถึงการสื่อสารและสร้าง Engagement กับลูกค้าที่ได้ผลดีคือความเร็ว และความเรียล

อครินทร์ ภูรีสิทธิ์ Head of Corporate Human Resources Central Group

การบริหารคนหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจ

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทุกธุรกิจทุกอุตสาหกรรมต้องขีดเส้นใต้เอาไว้คือเรื่อง ‘การบริหารคน’ ในงานสัมมนาครั้งนี้ ทีเอ็มบีได้เชิญผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเรื่องคนในองค์กรที่มีพนักงานกว่า 70,000 คน คุณอครินทร์ ภูรีสิทธิ์ Head of Corporate Human Resources Central Group มาแชร์ประสบการณ์

โดยคุณอครินทร์อธิบายให้ฟังว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีและระบบใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคน ไม่แพ้ฝั่งของการตลาด และย้ำว่า Data ยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังหากมีการนำมาใช้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียในการเข้าถึงข้อมูล หรือการนำข้อมูล insights มาช่วยวิเคราะห์หาแนวทางการทำงานที่ได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น องค์กรที่มีศักยภาพในการนำข้อมูลทั้ง Structured data และ Unstructured data มาใช้ได้ถูกวิธี ย่อมมีโอกาสชนะมากกว่า

ทั้งนี้ คุณอครินทร์ได้บอกถึงหลักสำคัญในการบริหารคน คือ Capability : การพัฒนาความสามารถของบุคลากรที่มีอยู่ โดยการนำ Data เข้ามาช่วย, Capacity : การบริหารเวลาการทำงานที่ได้ประสิทธิภาพ เช่น บุคลากรหลายคนเสียเวลาไปกับการประชุมที่ไม่ก่อให้เกิด Value ต่อธุรกิจ ตรงนี้เทคโนโลยีสามารถเข้าช่วยลดขั้นตอนและแก้ปัญหาได้ และ Care : การเข้าถึงจิตใจพนักงานเพื่อสร้าง Attitude ที่ตรงกันกับองค์กรและสร้างแรงจูงใจในการทำงาน เช่น การนำเทคโนโลยีมาช่วยในการสื่อสารระหว่างองค์กร-พนักงานแต่ละทีม โดยองค์กรควรใส่ใจและพัฒนาทั้ง 3 ด้านไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้พนักงานมีความสุขในการทำงานและได้งานที่มีประสิทธิภาพ

จากงานสัมมนาครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นภาพรวมของทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกมากขึ้น แน่นอนว่าการทราบข้อมูลเหล่านี้ย่อมเป็นผลดีต่อการเตรียมความพร้อมของธุรกิจเพื่อรับมือสิ่งที่กำลังจะเกิด และได้เรียนรู้การสร้างแบรนด์และการดูแลคนหลังบ้าน จากประสบการณ์ของธุรกิจอื่นไปพร้อมๆ กัน

ในอนาคต หากมีงานสัมมนาดีๆ จากทีเอ็มบีแบบนี้ Marketeer จะกลับมาเล่าให้ฟัง

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer