คำว่า “หนี้ครัวเรือน” กำลังมาแรงแซงโค้ง เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาแสดงความกังวลถึงตัวเลข “หนี้ครัวเรือน” ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเกือบทุกเวทีเสวนาเรื่องเศรษฐกิจ

“หนี้ครัวเรือน” ถ้าพูดด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายๆ คือ หนี้ที่บุคคลก่อขึ้นมาด้วยการกู้ยืมจากสถาบันการเงินไปใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ ลงทุน เล่นหุ้น ไปเที่ยว ซื้อของ ซื้อเพื่อไปกินไปใช้อื่นๆ

แล้วตัวเลขที่มีในมือของ ธปท. เป็นอย่างไร ทำไมถึงได้ส่งสัญญาณความ “เป็นห่วง”

ธปท. ระบุว่าในไตรมาส 1 ที่ผ่านมานี้ จำนวนหนี้ครัวเรือนไทยมีมูลค่าสูงถึง 12.97 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ GDP ของประเทศอยู่ที่ 16.5 ล้านล้านบาท

สมมุติให้เห็นภาพง่ายขึ้น ถ้าประเทศไทยเป็นบริษัทมีรายได้ 16.5 ล้านบาทต่อปี มีหนี้ 13 ล้านบาทต่อปี   บริษัทประเทศไทยเหนื่อย แน่นอน

และตัวเลขที่บอกว่าหนี้ครัวเรือนไทยวิ่งเร็ว 6.3% GDP วิ่งด้วยความเร็ว 5.1% เมื่อหนี้วิ่งเร็วกว่ารายได้ แค่นี้ใครๆ ก็รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดา

แล้วหนี้ครัวเรือนมาจากไหนทำไมพุ่งเร็วขึ้นมากโดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

หลักๆ ก็มาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ คือ นโยบายรถคันแรกเมื่อปี 2554-2555 ที่ทำให้ใครๆ ก็อยากมีรถ จำเป็นไม่จำเป็นก็ต้องมีไว้ก่อน เด็กจบใหม่ทำงานปีแรกก็ซื้อรถ 1.8 ล้านสัญญาที่เกิดขึ้นในตอนนั้น หลังจากนั้นก็มีนโยบายจำนำข้าวที่คาดหวังจะได้ราคาดีไปตลอด รวมทั้งภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ที่มีการกู้ไปลงทุนในอสังหาฯ แต่หาคนเช่าไม่ได้ตลอด

ในขณะที่ตัวเลขหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยคงที่ ภูเขาหนี้ที่เกิดขึ้นสูงมาก คือสินเชื่อรถยนต์ ต่อด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล เพราะคนไทยยุค 4.0 มีไลฟ์สไตล์การดื่มกินเที่ยวและใช้จ่ายซื้อของได้ง่ายขึ้น ซื้อได้ทุกที่ทุกเวลา 24 ชั่วโมง

ทุกวันเงินเดือนออกในไลน์กลุ่มก็จะมีคำถามว่าไปไหนกันดี น้อยคนนักที่จะถามว่าเราจะไปซื้อกองทุนอะไรดี

อายุน้อยไม่ใช่ร้อยล้าน แต่มีหนี้เป็นล้าน

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ได้ให้ตัวเลขยืนยันในงานเสวนา Group Talk “LTV ทางร่วมของเศรษฐกิจไทย” ที่จัดโดย บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าคนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้น มากขึ้น และนานขึ้น

จากจำนวน 21 ล้านรายของลูกหนี้ที่เป็นหนี้ในระบบของเครดิตบูโร พบว่า 3 ล้านคนเป็นหนี้เสีย (NPLs) คนเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย 50% ของคนไทย เป็นหนี้ตั้งแต่อายุ 30 ปี และ 1 ใน 5 เป็นหนี้เสีย

แต่ที่น่าตกใจคือคนอายุ 55 ปี อีก 5 ปีจะเกษียณ เป็นหนี้เยอะขึ้นคนอายุ 60-69 ปีมีหนี้เฉลี่ย 453,438 บาท คนอายุ 70-79 ปี มีหนี้เฉลี่ย 287,932 บาท

ที่น่าห่วงคือหลังเกษียณแล้วคนกลุ่มนี้จะเอาเงินรายได้ที่ไหนมาจ่าย เพราะเป็นหนี้ที่มาพร้อม เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ ครบ

Mid life Crisis ช่วงอายุที่เป็นวิกฤตของชีวิต

ตัวเลขจากเครดิตบูโรยังระบุอีกว่า อายุ 37 ปีเป็นช่วงที่มีจำนวนคนที่มีสินเชื่อส่วนบุคคลมากที่สุดและเป็นช่วงที่มีจำนวนคนมีสินเชื่อรถยนต์มากที่สุด อายุ 39 ปี เป็นช่วงที่มีจำนวนคนมีบัตรเครดิตมากที่สุด และเป็นช่วงจำนวนคนที่มีสินเชื่อบ้านมากที่สุด

ในขณะเดียวกันคนช่วงอายุ 35-42 ต้องมีพ่อแม่ดูแล มีลูกที่ต้องเลี้ยงดู มีคู่สมรสที่ต้องเอาใจ มีเพื่อนฝูงที่ต้องสังสรรค์ มีเจ้านายที่ต้องคอยทำตามคำสั่ง ในขณะที่ความก้าวหน้าก็ต้องการ ทุกอย่างประดังมาหมดในช่วงวัยนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นคือภูเขาหนี้ คนรุ่นนี้ต้องมีบ้าน เพราะบ้านคือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของชีวิต แต่ตอนอายุน้อยก่อหนี้รถยนต์ แล้วต่อด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล วันนี้ คนที่กู้บ้านไม่ผ่านเพราะมีปัญหาผิดนัดชำระสินเชื่อรถยนต์ กับปัญหาสินเชื่อส่วนบุคคล

ไม่ต้องโทษใคร ต้องโทษตัวเอง

ทั้งหมดคือปัญหาสำหรับฝั่งของผู้กู้เอง ซึ่งการจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเป็นเรื่องที่ยาก และใช้เวลา ในขณะเดียวกันบ้านเราก็มีคนแข่งกันปล่อยกู้ แข่งกันให้เงื่อนไขดีๆ มาดูกันว่าปีที่ผ่านมามีใครปล่อยกู้บ้าง ปล่อยกันรายละเท่าไร

แบงก์พาณิชย์นำโด่ง 5.5 ล้านล้าน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (แบงก์รัฐ) 3.7 ล้านล้าน สหกรณ์ออมทรัพย์ 2 ล้านล้าน บริษัทบัตรเครดิต เช่าซื้อ 1.2 ล้านล้าน

สำหรับฝั่งผู้ปล่อยกู้นั้น ธปท. ได้ออกมาตรการที่จำกัดวงเงินของเครดิตการ์ดและสินเชื่อส่วนบุคคลบางส่วน รวมทั้งปรับการคำนวณสินเชื่อต่อหลักประกัน (LTV) ในปีนี้สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย

ก็ได้แต่หวังว่าถ้ามีการระวังและป้องกันอย่างจริงจัง หนี้ครัวเรือนคงไม่ถึงจุดวิกฤตง่ายๆ

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer