ตลอดระยะเวลากว่า 42 ปี ในสมรภูมิอสังหาริมทรัพย์ไทย “แสนสิริ” ยืนหยัดในฐานะดีเวลลอปเปอร์เบอร์ต้นๆ ที่สร้างที่อยู่อาศัยตอบโจทย์ลูกค้ามาแล้วกว่า 500 โครงการ มีลูกบ้านในมือกว่า 2 แสนราย
แต่วันนี้เมื่อโลกธุรกิจหมุนเร็วขึ้น โจทย์ของการทำธุรกิจอสังหาฯ จึงไม่ได้จบแค่การ “สร้างบ้าน” อีกต่อไป
ล่าสุด แสนสิริ ขยับตัวครั้งใหญ่ ประกาศโรดแมป 3 ปี (2569-2571) เปิดตัวหน่วยธุรกิจใหม่ “SANSIRI GROWTH INCUBATOR” พร้อมเม็ดเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท
เพื่อเฟ้นหา “Hidden Gem” ในกลุ่มธุรกิจ SME ไทย มาปั้นให้เติบโตแบบก้าวกระโดด
หวังสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบ และกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน
เมื่อ SME ขาดลมใต้ปีก
นายณภัทร ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ International Operations บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขยับตัวครั้งนี้เกิดจากการมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
โดยข้อมูลจาก EXIM BANK สะท้อนให้เห็นว่า SME ไทยกว่า 2.9 ล้านราย กำลังเผชิญวิกฤต ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ถดถอยจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
และปัญหาสำคัญคือ “การเข้าถึงสินเชื่อ” เพราะสถาบันการเงินมองว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ขาดความแน่นอนของออเดอร์
ทำให้ธุรกิจดีๆ จำนวนมากติดกับดัก ไม่สามารถขยายสเกลได้

จาก “คนสร้างบ้าน” สู่ “ผู้สร้างระบบนิเวศ”
แสนสิริ จึงมองเห็น “โอกาส” ที่จะเข้ามา “ปลดล็อกข้อจำกัด” เหล่านี้ พร้อมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นความร่วมมือครั้งใหม่
นี่จึงเป็นที่มาของโรดแมป 3 ปี (2569-2571) ในการเฟ้นหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเติบโตไปด้วยกัน
โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในปี 2573 ที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-Core Business) ให้ขยับขึ้นเป็น 25% จากปัจจุบันที่พึ่งพารายได้จากการขายอสังหาฯ กว่า 90%
“เรากำลังเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนา ‘Project’ ไปสู่การสร้าง ‘Community’ เราไม่ได้ต้องการแค่สร้างตึกแล้วจบไป แต่ต้องการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่คัดสรรบริการระดับพรีเมียมเข้ามาไว้ในที่เดียว เพื่อยกระดับมูลค่าโครงการและสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งในระยะยาว”

เปิดโผ 5 ธุรกิจเป้าหมาย เชื่อมต่อ Lifestyle ลูกบ้าน
สำหรับแผนการลงทุนภายใต้โมเดล Sansiri Growth Incubator แสนสิริได้เตรียมงบลงทุนไว้ 1,000 ล้านบาท
เพื่อเฟ้นหาและร่วมลงทุนในธุรกิจ SME กลุ่ม Real Sector ที่มีสินค้าหรือบริการจับต้องได้จริง และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกบ้าน
โดยจะโฟกัสใน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
- Food & Beverages (F&B): ร้านอาหาร เบเกอรี่ คาเฟ่
- Lifestyle: แฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์
- Hospitality: โรงแรมและการบริการ
- FMCG: สินค้าอุปโภคบริโภค
- Education: ธุรกิจการศึกษา
ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่มองหา คือ ธุรกิจที่มีรายได้ไม่เกิน 200-300 ล้านบาทต่อปี และมีอัตลักษณ์ชัดเจน (Unique Brand)
โดยแสนสิริจะเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วนไม่เกิน 20% เพื่อให้ผู้ก่อตั้ง (Founder) ยังคงมีอำนาจบริหารและเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ซึ่งตั้งเป้าปี 2569 จะปิดดีลและเริ่มลงทุนใน 5 ธุรกิจแรกให้ได้ภายในครึ่งปีแรก

เป็นมากกว่านายทุน คือ “Springboard” ทางธุรกิจ
ด้านนายศุภกร คงสมจิตต์ ผู้อำนวยการฝ่าย Special Projects & Investment บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมถึงกลไกการทำงานว่า
แสนสิริไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งเงินทุน แต่จะทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” และ “สปริงบอร์ด” ผ่านกลยุทธ์ ISG Framework ก็คือ
1. Invest (ลงทุน) : เฟ้นหาธุรกิจที่มี DNA เดียวกัน คือมีความใส่ใจในรายละเอียด (Attention to Detail) และมีความเป็นเจ้าของ (Ownership) โดยเน้นธุรกิจในระยะเติบโต (Grow Stage)
2. Scale (ขยาย) : ใช้จุดแข็งของแสนสิริที่มีฐานลูกค้าระดับคุณภาพกว่า 200,000 ราย และเครือข่ายโครงการกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เป็นช่องทางกระจายสินค้าและบริการ
พร้อมสนับสนุนระบบหลังบ้าน (Back-office) ทั้งบัญชี กฎหมาย และการจัดซื้อ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
3. Grow (เติบโต) : วางแผน Exit Strategy ที่ชัดเจนภายใน 5-7 ปี ไม่ว่าจะเป็นการขายหุ้นคืน (Private Sell), การควบรวมกิจการ (M&A)
หรือการผลักดันเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) โดยตั้งเป้าให้ธุรกิจที่เข้าไปลงทุนเติบโตได้ 5-10 เท่าภายใน 3-5 ปี

ลูกบ้านได้บริการ ธุรกิจได้เติบโต
นายณภัทร กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้ตัวเลข GDP ปีนี้ที่ประเมินว่าอาจโตเพียง 1.9% แต่แสนสิริเลือกที่จะ “มองข้ามช็อต”
โดยเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของธุรกิจไทย การขยับตัวครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การหนีตายจากเศรษฐกิจ แต่คือยุทธศาสตร์ Win-Win ที่สมบูรณ์แบบ
เพราะท้ายที่สุด “ลูกบ้าน” จะได้บริการคุณภาพที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ “SME ไทย” ได้โอกาสสเกลธุรกิจจาก Local สู่ Global Brand
ในขณะที่ “แสนสิริ” เอง ก็จะมีรายได้กระเป๋าใหม่ที่ยั่งยืน เป็น New S-Curve ที่จะทำให้บริษัทเติบโตได้แข็งแกร่งกว่าเดิม โดยไม่ต้องพึ่งพาแค่ยอดขายอสังหาฯ เพียงขาเดียวอีกต่อไป
