วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล การกลับมาของรายการเถื่อน สารคดีที่มุ่งค้นหาคำตอบและความหมายของชีวิต

เพราะความ เถื่อน ของชายคนที่อยู่ตรงหน้าเราได้เคยทำมาทั้งหมด ทำให้เราตั้งคำถามไปยังเขาว่า

คุณเคยกลัวตายบ้างไหม?

และสิ่งที่เขาตอบกลับเรามาก็คือ

“ถ้าตอบแบบเท่ๆ นะ กลัวอยู่แล้วแหละ แต่ผมกลัวไม่ได้ใช้ชีวิตมากกว่าเยอะ”

แล้วมันเป็นความเท่ ที่คุณรู้สึกจริงๆ ใช่ไหมล่ะ?

“อื้อ.”

และเมื่อการได้ออกไปค้นหาชีวิต ทำให้คนเราได้รู้จักคุณค่าในตัวเองมากขึ้น ซึ่งก็เป็นตรรกะธรรมดาที่คนที่รู้จักคุณค่าในตัวเองมากขึ้นก็ต้องรักตัวเองมากขึ้นด้วยเช่นกัน เราจึงตั้งคำถามไปยังเขาอีกครั้งว่า 

คุณรักตัวเองมากขึ้น แต่ทำไมยังคงค้นหาชีวิตด้วยการเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย ทั้งกับการผจญภัยต่อธรรมชาติและความขัดแย้งระหว่างมนุษย์อยู่เสมอ?

สิ่งที่เขาตอบกลับมาขยายคำตอบของคำถามข้างต้นได้เป็นอย่างดี

“ผมว่าความรักตัวเองมันตีความได้หลายอย่าง โอเค อยากให้ตัวเองมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยมันก็อย่างนึง แต่ความอันตรายทั้งหลายที่ผมทำลงไป มันก็เกิดมาจากความรักตัวเองนี่แหละ 

มันเป็นความรักตัวเองในเชิงที่ว่าเราอยากใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า พอได้ทำแล้วรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่เติมเต็มมาก

สิ่งที่ผมกลัวมากกว่าอันตรายทั้งหลาย คือกลัวไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำก่อนตาย”

ชายคนที่อยู่ตรงหน้าเราไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ สิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

ที่แม้คุณจะเคยฟังเรื่องราวหรือบทสัมภาษณ์ของเขาจากที่ไหนมาแล้วก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่าการพูดคุยระหว่าง Marketeer กับสิงห์ในครั้งนี้จะแตกต่างออกไป

เพราะหลังจากที่หยุดออกเดินทางไปราว 7-8 เดือน เพื่อเป็นการพักและบูสต์ตัวเองในเวลาเดียวกัน สิงห์จะกลับมาออกเดินทางอีกครั้งเพื่อทำอะไรที่ใหญ่และเถื่อนยิ่งกว่าเดิม

ส่วนความใหญ่และเถื่อนกว่าเดิมที่ว่าจะเป็นอะไร

ให้ชายคนที่อยู่ตรงหน้าเรา เป็นคนบอกเล่าด้วยตัวเขาเองเลยดีกว่า

การทำสารคดีมันทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ‘ตัวเราเองไม่รู้อะไรเลย’

ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่จะเริ่มมาทำสารคดี สิงห์กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนด้วยการแวะเวียนไปในหลายๆ วงการ ไปเป็นพิธีกรบ้าง เดินแบบบ้าง งานดนตรีบ้าง

จนเมื่อถึงวัย 25 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาได้มีโอกาสลองทำสารคดีผ่านรายการพื้นที่ชีวิต นี่เองเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชายหนุ่มวัยกำลังคว้าฝัน ได้พบกับสิ่งที่ตัวเองไม่เคยฝันไว้

“เอาจริงๆ เมื่อก่อนฝันอยากเป็นร็อกเกอร์ แล้วก็อยากเป็นอะไรอีกหลายๆ อย่างมาก แต่พอได้ลองมาทำสารคดีเรารู้สึกว่ามันคลิกมาก แม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่ฝันไว้ก็ตาม

พอมาทำก็คิดว่า ‘ทำได้’ แล้วก็สนุกที่ ‘ได้ทำ’ รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมันมีคุณค่าต่อทั้งตัวเราเองและผู้อื่น

ขณะเดียวกัน มันก็เป็นการทำงานที่ทำให้เราได้ลดทอนอีโก้ของตัวเองลงไปเรื่อยๆ ด้วยเหมือนกัน เพราะการทำสารคดีคือการที่เราได้ออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่ แล้วการได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ มันก็ทำให้เราได้รู้ว่าจริงๆ แล้วยังมีอะไรอีกมากมายเลยที่เรายังไม่รู้”

เริ่มออกเดินทาง ด้วยการตั้งคำถามให้กับสิ่งที่สงสัย 

หากคิดตั้งต้นจากคนส่วนใหญ่ การออกเดินทางแต่ละครั้งคือการเสิร์ชหาใน Google ดูว่าบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวทั้งหลายรีวิวที่ไหนไว้บ้าง แล้วจึงออกเดินทางตาม

แต่ในเมื่อจุดหมายปลายทางในการเดินทางแต่ละครั้งของสิงห์ คือที่ที่ไม่ค่อยมีคนไป และเป็นที่ที่คนก็ไม่ค่อยอยากจะไป ด้วยเหตุผลของอันตรายและความยากลำบาก

เราจึงถามเขากลับไปว่า แล้วเขามีวิธีค้นหาจุดหมายปลายทางแต่ละครั้งอย่างไร

สิ่งที่เขาตอบกลับเรามาก็คือ

“ผมเริ่มออกเดินทางแต่ละครั้งด้วยการตั้งคำถาม ไม่ได้เริ่มจากตัวสถานที่ แล้วสิ่งที่อยากรู้ก็จะนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางเอง

อย่างถ้าอยากรู้เรื่องยาเสพติดก็ต้องไปโคลอมเบีย อยากรู้เรื่องชนเผ่ากินคนก็ต้องไปรัฐปาปัวที่อินโดนีเซีย อยากรู้เรื่องสงครามก็ต้องอัฟกานิสถาน แล้วถ้าอยากรู้เรื่องหนังโป๊จะเป็นที่ไหนไปได้ถ้าไม่ใช่โตเกียว

เมื่อตั้งคำถามได้ สเต็ปต่อไปก็คือการหาข้อมูล อย่างตอนไปอัฟกานิสถาน ผมเริ่มจากหาข้อมูลด้วยการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์โลกมุสลิม จากนั้นมาอ่านประวัติศาสตร์อัฟกานิสถาน แล้วก็มาอ่านนิยายที่เขียนโดยคนอัฟกานิสถานเพื่อให้เข้าใจวิถีชีวิตของเขา

ผมจะซีเรียสกับการหาข้อมูลมาก เพราะเราต้องมีความเข้าใจว่าสิ่งที่เขาเผชิญอยู่มันคืออะไร เราจะได้ตั้งคำถามได้ถูก และได้ข้อมูลที่เป็นเชิงลึกกลับมานำเสนอให้กับคนดู ไม่ใช่ไปถึงแล้วค่อยถามเขาว่ารบกับใครหรือรบกันทำไม แบบนี้ผมว่ามันดูไม่ค่อยเคารพเขาเท่าไร

พอหาข้อมูลเสร็จก็หาวิธีไปให้ถึง เพราะมันไม่ใช่ที่ที่จะเข้าไปกันง่ายๆ คนที่นั่นเขาต้องถามอยู่แล้วว่าเรามาทำอะไร ต้องหาคนช่วยพาเข้าไป แล้วบางทีพอไปถึงไม่ได้เข้าไป โดนกักตัวอยู่ที่ ตม. เป็นหลายชั่วโมงก็มี”

ได้ฟังสิงห์เล่าแบบนี้เลยทำให้เรารู้สึกว่าตอนก่อนออกเดินทาง ก็เถื่อนไม่แพ้กับตอนที่เดินทางเลย

รักษาสมดุล ด้วยการค้นหาตัวเองจากภายใน

หลังออกเดินทางเพื่อค้นหาคุณค่าต่างๆ มาเป็นเวลานานหลายปี สิงห์ตัดสินใจหยุดออกเดินทางไปราว 7-8 เดือนเพื่อลองค้นหาคุณค่าต่างๆ ที่อยู่ในตัวเองดูบ้าง

“เราออกเดินทางเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างมานานหลายปี จนกระทั่งคำตอบที่ได้มันเริ่มซ้ำเดิม และถึงจุดที่รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ใช่การค้นหาคำตอบใหม่ๆ เหมือนอย่างที่ตั้งไว้แต่ต้น

แต่เป็นเพียงการทำเพื่อ Continue ความสำเร็จก็เพียงเท่านั้น

ผมเลยตัดสินใจหยุดพัก ลองหยุดเติมสิ่งใหม่ๆ แล้วเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ จากสิ่งที่มีอยู่ในตัวเองดูบ้าง”

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล กลับมาทำอะไรเถื่อนๆ อีกครั้ง เพราะเจอคำถามใหม่ให้ต้องออกไปหาคำตอบ

และสิ่งที่สิงห์ได้เรียนรู้จากสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง ก็คือทุกครั้งเวลาออกเดินทาง เขามักเห็นโลกที่เปลี่ยนไปมากขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งความเปลี่ยนไปของโลกที่ว่า คือในแง่มุมของวิกฤตโลกร้อนที่ตัวเขาเองได้เห็นธรรมชาติที่ค่อยๆ กำลังพังทลายลงต่อหน้า

ประเด็นโลกร้อนจึงกลายมาเป็นคำถามใหม่ที่เกิดขึ้นในใจ และทำให้สิงห์ตัดสินใจออกเดินทางเพื่อหาคำตอบให้กับมันอีกครั้ง

“การกลับมาของเถื่อน Travel จะไม่ได้อยู่ในรูปแบบของ Season เหมือนเดิม แต่เป็นแบบตอนๆ ที่เถื่อน Travel จะเป็นหนึ่งรายการในช่อง เถื่อน Channel บนออนไลน์ ซึ่งในช่อง เถื่อน Channel ก็จะมีรายการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมอยู่ด้วยเหมือนกัน

ส่วนเรื่องโลกร้อนในมุมมองของเถื่อน คงไม่ใช่การมานั่งบอกทุกคนว่ามาใช้ถุงผ้ากันเถอะ คือเราจะไม่พูดเรื่องโลกร้อนในมุมมองของจริยธรรม ว่าถ้าหากคุณช่วยหรือไม่ช่วยลดโลกร้อนแล้วจะเป็นคนดีหรือไม่

แต่เราจะพูดเรื่องโลกร้อนในมุมมองที่ว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆ สำหรับยุคสมัย ถ้าคุณยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สักวันเราได้สูญพันธุ์กันทั้งสปีชีส์แน่ๆ

พูดเรื่องโลกร้อน อาจจะฟังดูซอฟต์ เพราะเราได้ยินคำนี้ผ่านหูกันบ่อย แต่ผมว่านี่น่าจะเป็นเรื่องที่เถื่อนที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาแล้ว เพราะมันเป็นเรื่องของความอยู่รอด

ผมอยากทำให้คนดูเห็นว่า สิ่งที่เขาทำบนเส้นศูนย์สูตรที่ไทยตอนนี้ มันมีผลและเชื่อมต่อไปยังเส้นศูนย์สูตรจุดอื่นของโลกยังไง หมายถึงผมจะดึงเรื่องโลกร้อนที่คนคิดว่ามันอยู่ไกลตัวมาให้พวกเขารู้สึกใกล้ให้ได้

ไม่ใช่แค่ทำให้รู้ แต่จะทำให้เห็นว่าในฐานะที่เขาเป็นปัจเจกบุคคล องค์กร หรือประชาชน พวกเขาจะสามารถทำอะไรที่ช่วยโลกของเราได้บ้าง”

ลองหาเงินทุนทำเรื่องเถื่อนๆ ด้วยวิธี Crowdfunding

อีกหนึ่งความน่าสนใจของการกลับมาทำอะไรเถื่อนๆ อีกครั้ง คือวิธีการหาเงินมาทำคอนเทนต์ จากแต่ก่อนเถื่อน Travel ก็เหมือนกับรายการทั่วไปที่ได้เงินในการทำคอนเทนต์มาจากสปอนเซอร์ผ่านรูปแบบโฆษณา

สิงห์ก็มีไอเดียที่จะหาเงินมาทำคอนเทนต์ในรูปแบบที่ไม่ใหม่ แต่ยังไม่ค่อยมีรายการไหนในไทยทำ นั่นคือการหาเงินในรูปแบบของ Crowdfunding

“จริงๆ การทำ Crowdfunding ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนะ เพียงแต่ในไทยไม่ค่อยมีคนทำกันเท่าไร

คือผมจะสร้างเว็บไซต์สำหรับระดมทุนขึ้นมา เอาคนอยากดูกับคนอยากทำมาเจอกัน สมมุติผมอยากทำประเด็นเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าไปขอสปอนเซอร์คงไม่ค่อยมีใครอยากให้ แล้วก็อาจตามมาด้วยข้อจำกัดในการนำเสนออีกหลายๆ อย่าง

แต่ผมจะไปตั้งเป็นโปรเจ็กต์บนเว็บไซต์ ทำแนวๆ เดียวกับ Kickstater เลย คือบอกว่าผมจะทำประเด็นนี้ ใช้งบเท่านี้บาท ใครอยากดูก็มาร่วมสมทบทุนกัน มีตัวเลขโชว์ให้เห็นชัดๆ ว่าระดมทุนมาได้แล้วเท่าไร เมื่อถึงเป้าที่ตั้งไว้ผมก็จะได้เอาเงินตรงนั้นไปทำคอนเทนต์เพื่อคนดูอย่างแท้จริง

ส่วนประเด็นที่ว่าใครจะร่วมทุนมากทุนน้อย ก็แล้วแต่ใจเขาเลย แต่จากที่ผ่านๆ มาเวลาเราจัดกิจกรรมอะไรชาวเถื่อนก็ยินดีมากๆ ที่จะจ่ายให้กับเรา และก็มีชาวเถื่อนจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนมีกำลังจ่าย

ผมเลยคิดว่าความเป็นคอมมูนิตี้ของ ‘ชาวเถื่อน’ ที่เรามีอยู่ ทำให้โมเดลนี้ไปได้ แล้วมันก็เป็นโมเดลที่สอดคล้องกับเทรนด์ของ Video On Demand ที่คนยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับคอนเทนต์ดีๆ

การทำแบบนี้มันทำให้รายการของเราไม่ต้องไปขึ้นอยู่กับใคร อีกอย่างหากมันไปได้ดี ผมว่ามันจะกลายเป็นโมเดลที่ทำให้รายการคุณภาพทั้งหลายที่แม้จะไม่แมส ไม่ใหญ่ แต่ก็สามารถอยู่ได้ด้วยคนดูอย่างแท้จริง”

ไม่ใช่แค่รายการ แต่เถื่อนคือแบรนด์

แม้หลายคนจะรู้จักเถื่อนในฐานะของการเป็นรายการ

แต่ความเถื่อนของวรรณสิงห์ ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของรายการเพียงเท่านั้น

เพราะยังรวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้เกิดคอมมูนิตี้ของชาวเถื่อน / หนังสือเถื่อนที่ไล่มาตั้งแต่เถื่อน 7 เถื่อน 8 และล่าสุดกับเถื่อน 100 / รวมไปถึงเถื่อน Channel ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้

“ในมุมหนังสือ ความตลกคือเราไม่เคยมีหนังสือเถื่อน 1-6 มาก่อน มาถึงเล่มแรกก็เป็นเถื่อน 7 เพราะในหนังสือมี 7 เรื่อง

เล่มต่อมาก็เป็นเถื่อน 8 เพราะมี 8  เรื่อง

ส่วนเล่มล่าสุด เถื่อน 100 ก็เพราะมีเรื่องราวอยู่ในนั้น 100 เรื่อง ฟังแล้วอาจจะดูเยอะ แต่จริงๆ มันอ่านง่ายกว่า 7 และ 8 อีกนะ เพราะมันเป็น 100 เรื่องสั้นๆ ที่เอาไว้บรรยายภาพ 100 ภาพ

มันมาจากเวลาผมออกเดินทาง สิ่งที่มีมากพอๆ กับฟุตเทจวิดีโอก็คือภาพนิ่งที่ถ่ายเก็บไว้ ตอนแรกก็คิดว่าจะเก็บไว้ดูคนเดียวเฉยๆ เพราะคิดว่าเราไม่ได้เป็นคนที่ถ่ายรูปเก่งอะไร

แต่พอเอาภาพเหล่านี้มานั่งดูอีกที คือตัวภาพมันก็ไม่ได้สวยระดับปรมาจารย์หรอก แต่เรื่องราวที่อยู่ในภาพเหล่านั้นที่ผมไปพบเจอมามันทำให้ภาพแบนๆ ดูมีมิติมากขึ้น ก็เลยตัดสินใจรวบรวมเป็น 100 ภาพและ 100 เรื่องราว ที่ผมมั่นใจว่าหาดูโค-ตรยาก เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าจะได้ภาพเหล่านี้มา

ในมุมของการทำเถื่อน Channel มันทำให้เราได้มีพื้นที่สร้างสรรค์สิ่งที่จะช่วยสังคมได้มากกว่าเดิม

ส่วนในมุมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เราพยายามจะ move จากรายการไปเป็นคอมมูนิตี้ ซึ่งการจะสร้างคอมมูนิตี้ขึ้นมาได้เราจำเป็นจะต้องจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการเชื่อมต่อพวกเขาเอาไว้ และผมเชื่อว่าถ้าคอมมูนิตี้ของเราแข็งแรง มันจะมีพลังไปทำอะไรเพื่อสังคมได้อีกมากมาย

ไม่ใช่แค่การเก็บขยะหรือกิจกรรม CSR อะไรเทือกนั้นเท่านั้น

เพราะเท่าที่ผมเคยศึกษาประวัติศาสตร์มา การเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างของโลกหรือสังคม คุณไม่ต้องการคนมากเกิน 90% ของจำนวนคนทั้งหมด คุณต้องการคนเพียง 10% ที่มีศักยภาพและการจัดการที่ดีพอ

เพื่อที่คนจำนวน 10% นั้นจะไปผลักดันอะไรบางอย่าง ให้คนที่เหลืออีก 90% สามารถมองในแบบที่พวกเขามองได้

ซึ่งผมก็หวังว่า ‘เถื่อน’ จะใช้กระบอกเสียงที่ตัวเองมี เป็นส่วนหนึ่งของ 10% ที่ว่านี้เพื่อช่วยผลักดันให้สังคมดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่”

จากที่ได้อ่านมาทั้งหมด นอกจากการเป็นนักสารคดี นักขับเคลื่อนสังคม เราว่าอีกหนึ่งนักคำนำหน้า ที่น่ามอบให้กับวรรณสิงห์ก็คือนักสร้างแบรนด์

เพราะไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบรายการ หนังสือ คอมมูนิตี้ หรืออะไรก็ตาม ความหลากหลายของรูปแบบก็ไม่ได้ทำให้ความแข็งแรงและจุดยืนที่ชัดเจนของแบรนด์ ‘เถื่อน’ นั่นคือการตั้งคำถามและทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคม ผิดเพี้ยนไป

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer