ประวัติบีทีเอส ย้อนรอย 20 ปี บีทีเอส ความเศร้าและความสุขของ คีรี กาญจนพาสน์

รายได้ในปี 2561/62 ของกลุ่มบริษัทบีทีเอสมีรายได้รวม 48,900  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 224.0% จาก 15,100 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า

ส่วนในงวดไตรมาส 1 ปี 2562/63 (เม.ย.-มิ.ย. 2562) มีรายได้รวม 9,699 ล้านบาท เติบโต 194% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 894 ล้านบาท เติบโต 131.20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

กว่าจะถึงวันนี้ต้องยอมรับว่า คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เป็นนักสู้ที่อดทนอย่างมากๆ อีกคนหนึ่งในการทำธุรกิจในเมืองไทย

4 ธ.ค. 2542 กลัวคนไม่ขึ้นถึงกับต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ย้อนกลับไปเมื่อคืนวันที่ 4 ธันวาคม 2542 คนไทยคงไม่รู้ว่า ผู้บริหารรถไฟฟ้า BTS กลุ่มหนึ่ง นำโดยคีรี กาญจนพาสน์ ได้ตระเวนกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่รถไฟฟ้าสายแรกวิ่งพาดผ่าน

นอกจากเป็นการขอขมาเพราะบางเส้นทางของรถไฟฟ้าวิ่งเหนือสิ่งที่ผู้คนเคารพ แต่สิ่งหนึ่งก็คือ ณ วันนั้นเขากำลังต้องการกำลังใจอย่างยิ่งในการเดินรถไฟฟ้าอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันรุ่งขึ้น วันที่ 5 ธันวาคม 2542

ก่อนที่โครงการนี้จะบิวท์ให้ผู้คนเข้ามาใช้บริการตกต่อวันละประมาณ 6-7 แสนคนในปัจจุบัน และปั่นรายได้เข้าบริษัทปีละ 4 หมื่นกว่าล้านบาท

เชื่อไหมว่าในช่วงปีแรกๆ มีคนใช้รถไฟฟ้าเฉลี่ยแล้วประมาณ 150,000-160,000 คน มีรายต่อวัน 4-5 ล้านบาทเท่านั้น และเป็นตัวเลขที่คงที่มาจนถึงสิ้นปี 2543  น้อยกว่าที่คาดการณ์และทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะให้ถึง 4-5 แสนคนให้เร็วที่สุด เป็นเรื่องยาก

คีรีได้ลงนามทำสัญญาสัมปทานเพื่อทำโครงการนี้กับกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2535 เป็นปีแรกๆ ที่การจราจรในกรุงเทพฯ กำลังติดขัดอย่างหนักจนเป็นที่พูดถึงกระฉ่อนไปทั้งโลก

แต่เมื่อรถไฟฟ้าสร้างเสร็จในปี 2542 นั้น ทั้งประเทศตกอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สถาบันการเงินถูกปิด โครงการที่อยู่อาศัยหลายโครงการถูกทิ้งเงินดาวน์ คนว่างงานเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาค่าตั๋วของรถไฟฟ้ายังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ในขณะเดียวกันเส้นทางเพียง 24 กิโลเมตรในเมืองนั้นสั้นเกินไป

ค่าเฉลี่ยต่อเที่ยวในวันนั้นสำหรับนักศึกษาประมาณ 12 บาท ส่วนคนทั่วไปเฉลี่ยต่อเที่ยว 18 บาทเท่านั้น การกระหน่ำโปรโมชั่นให้คนขึ้นรถฟรีเลยมีเกือบทุกวันเทศกาล

 รายได้หลักคือเงินที่เก็บได้จากค่าโดยสารเพียงอย่างเดียว การบริหารพื้นที่สถานี เพื่อให้เช่าเป็นร้านค้า หรือพื้นที่ขายโฆษณาบนรถไฟฟ้า และตามสถานีต่างๆ นั้นยังน้อยมาก

ที่จริงมรสุมลูกแรกของคีรีไม่ได้เริ่มจากโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส แต่เป็นเพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เขาเริ่มมาก่อนจากโครงการธนาซิตี้ บ้านจัดสรรพร้อมสนามกอล์ฟ ย่านบางนา และยังมีอีกหลายโครงการทั้งขายและให้เช่า ที่หวังจะให้เป็นรายได้หลักในการทำโครงการรถไฟฟ้า แต่ต้องติดกับดักวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540

ส่งผลให้บริษัทธนายงซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบีทีเอสในช่วงนั้นต้องเข้าแผนฟื้นฟู  และทำให้บีทีเอสต้องมีปัญหาทางการเงินเมื่อผนึกรวมกับผูู้โดยสารที่ไม่เป็นไปตามแผน ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยวันละ 10 ล้าน ตัวเลขติดลบเลยเพิ่มถึง 16,247 ล้านบาท และมีภาระหนี้สินสูงมาก 59,834 ล้านบาท จนต้องเข้าสู่กระบวนการแผนฟื้นฟูและปรับโครงสร้างหนี้

เป็นบทเรียนหนึ่งที่ล้ำค่าที่สุดในการทำธุรกิจสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ในเมืองไทย ที่ลงทุนด้วยภาคเอกชนทั้งสิ้น 100%

ตัวเลขผู้โดยสารจะเริ่มเข้าเป้าและมีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อประมาณ ปี 2550-2551 ในช่วงเวลานั้นคีรีเริ่มทยอยซื้อที่ดินใหม่ (หลังจากทยอยขายไปเมื่อช่วงปรับโครงสร้างหนี้) จาก บสท., ธนาคารทหารไทย ธนาคารกรุงเทพ และเอกชนอื่นๆ โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าเดิมและส่วนต่อขยาย   

กว่าจะเจอแสงสว่างที่ปลายทาง

วันนี้บีทีเอสมีรายได้จาก 4 ช่องทางหลักคือ จากระบบขนส่งมวลชน สื่อโฆษณา(บ.วีจีไอ) อสังหาริมทรัพย์ และการบริการ รายได้หลักมาจากช่องทางแรกที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากการรับรู้รายได้การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลือง รวมถึงการรับรู้รายได้จากการให้บริการติดตั้งงานระบบ และจากการจัดหารถไฟฟ้าสำหรับส่วนต่อขยายสายสีเขียว รวมถึงค่าตั๋วที่ปัจจุบันมีเส้นทางเพิ่มขึ้นจาก 24 กิโลเมตร เป็น 48.9 กิโลเมตร และวางเป้าหมายเพิ่มเป็น 133.4 กิโลเมตรภายในปี 2564

แต่ที่เหนือความคาดหมายคือผลประโยชน์ก้อนใหญ่ที่มาจากธุรกิจโฆษณาบริษัทวีจีไอ ที่คีรีซื้อมาเมื่อปี 2552 ปัจจุบัน วีจีไอเป็นเจ้าตลาดสื่อโฆษณานอกบ้านที่ใหญ่ และกินส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด เพราะนอกจากได้สัมปทานบริหารสื่อโฆษณาบนพื้นที่ทั้งหมดของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ในขบวนรถไฟฟ้าและตัวรถไฟฟ้า ยังยึดพื้นที่โฆษณาบนสำนักงานออฟฟิศหลายร้อยตึกในเมืองและห้างค้าปลีกสมัยใหม่ รวมถึงสื่อโฆษณากลางแจ้งตามท้องถนน ในสนามบิน

ปีที่ผ่านมาทำรายได้เติบโตสูงสุดถึง 5,123 ล้านบาท จาก 3,900 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งมาจากโฆษณาในรถไฟฟ้า 46% โฆษณากลางแจ้ง 25% และยังเข้าไปซื้อหุ้น 23% ใน Kerry Express ซื้อหุ้น 18.6% ในบริษัท แพลน บี มีเดีย  และยังมีการขยายธุรกิจสื่อโฆษณาไปยังประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย

คีรีเคยประสบความสำเร็จในการทำอสังหาฯ ในฮ่องกงมาก่อน ส่วนที่เมืองไทยเริ่มทำด้วยโครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา พร้อมๆ กับพี่ชายของเขาอนันต์ กาญจนพาสน์ ที่สร้างเมืองทองธานีในปี 2531 ถึงแม้โครงการอสังหาฯ หลายโครงการของเขามีปัญหา แต่ความฝันที่จะพัฒนาที่ดินตามเส้นทางรถไฟฟ้าของเขายังคงไม่ดับลง

จนกระทั่งเกิดการร่วมทุนกับบริษัท แสนสิริ ภายใต้ชื่อ ยู ซิตี้ เมื่อปี 2558 เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม (SANSIRI JV) ใกล้กับสถานีระบบขนส่งมวลชน ข้อมูลเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2562 จากตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า มีโครงการที่อยู่ภายใต้ SANSIRI JV ทั้งสิ้น 26 โครงการ ที่เปิดตัวไปแล้ว 14 โครงการ ภายใต้แบรนด์ The Line, Khun by Yoo, The Base และ The Monument

และเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาบริษัทนี้ยังได้เข้าซื้อกิจการโรงแรมอีก 19 แห่งภายใต้แบรนด์ Arcona ในประเทศเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์

ล่าสุด ในวันที่ 19 กันยายนนี้ บริษัท ยู ซิตี้ โดยคีรี ยังร่วมกับนักลงทุนจากฮ่องกง เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ ในมูลค่า 5 พันล้านบาทอีกด้วย

ส่วนธุรกิจด้านการบริการนั้นจะประกอบไปด้วยธุรกิจบริการหลากหลายประเภท อาทิ ห้องอาหารจีนในเครือ “เชฟแมน” โปรแกรมสะสม คะแนนแรบบิท รีวอร์ดส บริษัทพัฒนาระบบและซอฟต์แวร์ และบริษัทรับเหมาก่อสร้าง

ถ้าไม่สะดุดยังมีอีกหลายเส้นทางที่จะไปต่อ

โครงการใหญ่ที่กำลังลุ้นในตอนนี้ก็คือการยื่นประมูลเพื่อพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ร่วมกับบริษัทซิโนไทยและบริษัทการบินกรุงเทพ ที่คาดว่าจะรู้ผลภายในปีนี้

หากพลาดโครงการนี้ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยยังมีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางส่วนขยายสายใหม่ๆ เช่น (บางหว้า-ตลิ่งชัน) โครงการรถไฟฟ้ารางเบา หรือ LRT (บางนา-สุวรรณภูมิ) ระยะทาง 18.3 กิโลเมตร โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันออกและตะวันตก) หรือโครงการพิเศษระหว่างเมือง ที่แน่นอนเป็นโครงการเป้าหมายของบีทีเอสทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้รายได้ของบีทีเอสอาจจะยังคงพุ่งฉิว แต่ยังมีบางอย่างที่ยังสะดุดๆ เพราะระบบรถที่ช่วงหลังเสียบ่อยครั้ง จนทำให้คนกรุงต้องภาวนาทุกเช้าก่อนออกจากบ้านว่าขออย่าให้รถไฟฟ้าเสีย โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์ ถ้าข้ามผ่านจุดนี้ไปได้ ชื่อของบีทีเอสกับโครงการพัฒนาการเดินทางของเมืองไทยจะยิ่งมีพลังเข้มแข็งแน่นอน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer