ก้าวต่อไปของ “เถ้าแก่น้อย” คือ “โกลบอลแบรนด์”

อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วันนี้สามารถเรียก “เถ้าแก่น้อย” ว่าเอเชียแบรนด์ได้อย่างเต็มปากเต็มคำแล้ว เนื่องจากสามาถส่งสิงค้าออกไปขายยังต่างประเทศได้ทั้งหมด 50 ประเทศแล้ว

อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)

ปีที่ผ่านมามีรายได้ทั้งหมด 5,200 ล้านบาท เติบโต 12% แบ่งเป็น รายได้จากในประเทศ 40% โต 8% โดยกว่าครึ่งของการเติบโต ได้รับอานิสงค์จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ส่วนรายได้หลัก 60% มาจากต่างประเทศ เติบโต 15% โดยตั้งเป้าอีก 10 ปีรายได้จากจากประเทศจะคิดเป็นสัดส่วนส่วนถึง 80-90%

นั้นทำให้เป้าหมายต่อไปของเถ้าแก่น้อยภายในปี 2024 คือการขยับตัวเองขึ้นมาเป็นโกลบอลแบรนด์พร้อมกับมีรายได้ทั้งหมด 10,000 ล้านบาท และส่งออกสินค้าไปทั้งหมด 100 ประเทศ

สำหรับ ปี 2018 เถ้าแก่น้อย ตั้งเป้าเติบโต 12-15% ส่วนต่างประเทศตั้งเป้าโต 15% โดยข่าวดีสำหรับเถ้าแก่น้อยคือ วัตถุดิบหลักอย่างสาหร่ายราคามีแนวโน้มลงลง 10% เนื่องจากสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากขึ้น ดั้งนั้นวัตถุดิบที่ใช้กว่า 80% ในปีนี้จะมีถูกลง ส่วนอีก 20% ยังเป็นของที่มีอยู่แล้ว จึงคาดว่าปีนี้กำไรจะโต 11% จากปีก่อนที่ทำได้ราว 600 ล้านบาท

 

เมืองจีนเน้นเจาะเมืองรอง

วันนี้รายได้จากเมืองจีนถือเป็นรายได้หลักของต่างประเทศปีที่ผ่านมามียอดขาย 2,000 กว่าล้านบาท อิทธิพัทธ์ บอกว่า สเต็ปต่อไปคือเน้นเจาะเมืองเทียร์ 2 ที่มีกว่า 20 เมือง เช่น เมืองชิงเต่า ซึ่งแม้จะบอกว่าเป็นเมืองเทียร์ 2 ก็มีประชากร 3-4 ล้านคน

เนื่องจากที่ผ่านมาเมืองเทียร์ 1 เช่นเมืองกวางเจา และ เซี่ยงไฮ้ ที่มีออฟฟิศตั้งอยู่ รวมเมืองอื่นๆด้วยก็ 10 กว่าเมือง สามารถขยายได้ครอบคลุมแล้ว จึงถึงเวลาที่ต้องขยายต่อไปอีก ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความท้าทายสำหรับเมืองเทียร์ 2 คือ การหาดิสทริบิวเตอร์เพื่อเจาะช่องทางโมเดิร์นเทรดได้ให้

ส่วนอีกประเทศที่ให้ความสำคัญคือมาเลเซียที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องรวมไปถึงเวียดนามที่แต่ละปีเติบโตกว่า 40-50% จึงกำลังวางแผนที่จะเข้าไปกระตุ้นด้วยการทำการตลาดเพิ่ม

 

กระโดดไปอเมริกาด้วยการซื้อโรงงานที่ LA

นอกเหนือจากเอเชียแล้วเถ้าแก่น้อยยังต้องการกระโดดไปอเมริกาโดยเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2017 ได้บรรลุข้อตกลงซื้อโรงงานที่ลอสแอนเจลิส มูลค่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตสาหร่ายอยู่แล้ว ปัจจุบันมีกำลังการผลิตคิดเป็นมูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐแต่สามารถเพิ่มได้อีกเท่าตัว

อิทธิพัทธ์ให้เหตุผลที่ไปซื้อโรงงงานว่าตลาดสเน็คในอเมริกาใหญ่กว่าเมืองจีนมากโดยมีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นตลาดสาหร่ายอยู่ประมาณ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีการเติบโต 30-40% ต่อปี อีกทั้งยังมีผู้เล่นหลักอยู่เพียง 2 รายเท่านั้น

การไปซื้อโรงงานจะทำให้เถ้าแก่น้อยสามารถเริ่มทำตลาดในอเมริกาได้ทั้นทีเนื่องจากปรกติแล้วหากจะไปตั้งโรงงานจะต้องใข้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปีในการขออนุญาติ

โดยนับจากนี้อีก 3 เดือน ถึงจะสามารถเริ่มกำลังการผลิต ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนงานลงทุนด้านเครื่องจักร ทีมงาน และระบบขนส่ง โดยสินค้าที่ผลิตจะมีทั้งการทำแบรนด์ขึ้นมาใหม่ และผลิตของแบรนด์เถ้าแก่น้อยเอง คาดว่าภายใน 18 เดือนจะมีรายได้ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

ดึงนิชคุณสร้างกระแสต่อในเมืองไทย

ส่วนตลาดภายในประเทศนั้นขณะนี้เถ้าแก่น้อยเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดสาหร่ายมูลค่า 2,882 ล้านบาท ด้วยส่วนแบ่ง 72% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีอยู่ราว 60-65%

สำหรับเกมตลาดในปีนี้นั้นจะอยู่ภายใต้แนวคิดเทสตี้แอนด์เฮลท์ตี้โดยต้องการขยายฐานไปยังกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบขนมขบเคี้ยวแต่ยังต้องการรักษาสุขภาพไปด้วยโดยวางงบการตลาดไว้ 40 ล้านบาท

ล่าสุดได้เปลี่ยนพรีเซนเตอร์จาก GOT7 มาเป็น นิชคุณ หรเวชกุล สมาชิกวง 2PM มีสัญญาในเบื้องต้น 1 ปี

ที่ผ่านมาพรีเซนเตอร์ของเถ้าแก่น้อย ส่วนใหญ่ก็เป็นไอดอลจากเกาหลีตลอด ซึ่งการที่เปลี่ยนมาเป็น นิชคุณ เนื่องจากเห็นว่า นิชคุณมีฐานแฟนคลับอยู่ทั่วเอเชีย ในขณะที่เถ้าแก่น้อยมีวางขายทั่วเอเชียเช่นเดียวกัน  ดังนั้นการที่ดึงนิชคุณจะทำให้การทำการตลาดไปในทิศทางเดียวกัน

โดยปีนี้เตรียมเปิดสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มสาหร่ายอีก 1 สินค้า คาดว่าจะได้เห็นไตรมาส 2 นี้

 

ปั้นเถ้าแก่น้อยแลนด์ให้เป็นเหมือนร้านดองกิโฮเต้

อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการเปิดตัวสินค้าใหม่อิทธิพัทธ์ยังวางแผนที่จะปั้นเถ้าแก่น้อยแลนด์ให้เป็นเหมือนร้านดองกิโฮเต้ ซ่งเป็นร้านขายสารพัดสินค้าที่ญี่ปุ่น

โดยมองว่าลูกค้าหลักของร้านเป็นชาวต่างชาติซึ่งแม้จะชื่อว่าเถ้าแก่น้อยแลนด์แต่สินค้าที่ขายดีหลักๆไม่ใช่สาหร่ายแต่คือผลไม้อบแห้งดังนั้นจึงต้องการเพิ่มสินค้าอื่นๆซึ่งจะไม่ได้จำหน่ายแค่เพียงอาหารอย่างเดียวแต่ยังครอบคลุมไปถึงเครื่องสำอางและนอนฟู้ดต่างๆเพื่อให้เป็นไปพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าหลักโดยจะต้องมีนอนฟู้ด 40% ต่างจากรูปแบบเดิมที่มีนอนฟู้ดไม่ถึง 5%

คาดว่าสาขาแรกจะได้เห็นภายในไตรมาส 4 โดยจะเป็นร้านสแตนอโลนกำลังมองหาทำเลที่อยู่ติดกับ BTS คาดว่าจะมีพื้นที่ 200 ตารางเมตร ใชงบลงทุน 5-10 ล้านบาท ต่างจากสาขาปรกติที่มีพื้นที่ประมาณ 100 ตารางเมตร ใช้งบลงทุน 1 ล้านบาท

สำหรับร้านรูปแบบปรกติ ปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 7 ร้าน ทำให้เมื่อรวมกับของเดิมอีก 13 สาขา เป็นทั้งหมด 20 สาขา โดยมองว่าจะไปในเมืองรองที่เป็นเมืองท่องเที่ยว

“ขณะนี้รายได้หลักมาจากสาหร่ายมากกว่า 90% โดยต่อไปวางแผนว่ารายได้จากกลุ่มไม่ใช่สาหร่ายจะเพิ่มมาเป็น 20% ภายใน 5 ปี ซึ่งต่อจากไปนี้จะมีการเปิดตัวสินค้าที่ไม่ใช่สาหร่ายมากขึ้น โดยปีที่ผ่านมาก็ได้มีการเปิดตัวเวย์โปรตีนไปแล้ว”