Roadside Investor/ธัญญา โลหะนันทชัย

คุณคิดว่าเงิน 1 บาทในวันนี้ เมื่อเทียบกับ 1 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้า เงิน 1 บาทไหนจะมีค่ามากกว่ากัน??

แน่นอนว่าเงิน 1 บาทในวันนี้ย่อมมีค่ามากกว่าเงิน 1 บาทในอนาคตแน่ๆ เพราะถ้าหากเรานำเงิน 1 บาทในวันนี้ไปฝากธนาคารหรือนำไปลงทุน เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปีหรือ 10 ปี เงิน 1 บาทนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะงอกเงยจนมีค่ามากกว่า 1 บาทแน่ๆ สำหรับหลักวิธีคิดเรื่องนี้จะเรียกว่า “มูลค่าเงินตามเวลา” หรือ “time value of money” หากผู้อ่านพอเข้าใจและมีพื้นฐานเรื่องของมูลค่าเงินตามเวลาแล้วก็จะสามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับการตัดสินใจทางการเงินต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระแสเงินสดได้อย่างดี เช่น การวางแผนด้านการเงิน หรือ การเปรียบเทียบทางเลือกในการลงทุนโปรเจกต์ต่างๆ เป็นต้น

หนึ่งในหลักสำคัญก่อนที่เราจะเข้าเรื่องกันก็คือหลักการคิดดอกเบี้ย 2 ชนิดคือ ดอกเบี้ยอย่างง่าย (simple interest) และดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) โดยที่ดอกเบี้ยอย่างง่ายจะคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นเท่านั้นไม่มีการคิดดอกเบี้ยของดอกเบี้ย แต่การคิดดอกเบี้ยทบต้นจะคิดดอกเบี้ยจากทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยของงวดก่อนๆ เช่น หากเราฝากประจำ 2 ปีด้วยเงิน 10,000 บาท และได้ดอกเบี้ย 5% ดังตัวอย่างในตารางจะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยอย่างง่ายในปีที่ 2 จะได้ดอกเบี้ยแค่ 500 บาทเพราะจะคิดจากเงินต้น 10,000 บาทเท่านั้น แต่ถ้าหากมาดูในฝั่งดอกเบี้ยทบต้นจะมีการให้ดอกเบี้ย 525 บาท เพราะจะเป็นการคิดผลตอบแทน 5% จากทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในงวดก่อนนั่นก็คือ 10,000 บาทและ 500 บาท

 

ตารางแสดงตัวอย่างการคิดดอกเบี้ยอย่างง่าย (simple interest)และดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) ที่ผลตอบแทน 5%

ดอกเบี้ยอย่างง่าย (simple interest) ดอกเบี้ยทบต้น (compound interest)
เงินต้น ดอกเบี้ย เงินต้น ดอกเบี้ย
ปีที่ 1 เงินต้น 10,000 500 ปีที่ 1 เงินต้น 10,000 500
ปีที่ 2 เงินต้น 10,000 500 ปีที่ 2 เงินต้น 10,500 525
รวมดอกเบี้ย 1,000 รวมดอกเบี้ย 1,025

 

บางครั้งการคำนวณทางการเงินเพื่อหามูลค่าในอนาคตก็อาจจะซับซ้อนและยุ่งยาก หากจะคำนวณแบบคร่าวๆ ผู้อ่านสามารถใช้กฎ 72 เข้ามาช่วยก็ได้ การคำนวณก็คือหากต้องการทำให้เงินต้นเพิ่มขึ้นเป็น 1 เท่าตัว เราจะต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเท่าไรในระยะเวลากี่ปี ตัวอย่างเช่น ถ้าเราลงทุนด้วยเงินต้น 1 ล้านบาท และสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10% ต่อปี เราก็นำตัวเลข 72 มาหารด้วย 10 เท่ากับว่าต้องใช้เวลาประมาณ 7.2 ปี เงินต้นก็จะโตเป็น 2 ล้านบาท หรืออีกตัวอย่างหนึ่งถ้าหากว่าเราตั้งเป้าให้เงินต้นโตขึ้นมาเป็นหนึ่งเท่าภายในระยะเวลา 10 ปีก็นำ 72 ตั้งหารด้วย 10 ผลก็จะออกมาว่าเราต้องหาผลตอบแทนให้ได้ 7.2% ต่อปี เพื่อที่จะทำให้เงินต้นโตเป็น 2 เท่าภายใน 10 ปี นี่ก็เป็นหลักการคิดมูลค่าเงินตามเวลาในอนาคตด้วยวิธีง่ายๆ สามารถทำได้ด้วยตัวเอง หากจะต้องการให้ได้ตัวเลขมูลค่าเงินตามเวลาเป๊ะๆ ก็คงจะต้องใช้การคำนวณทางการเงินเข้ามาช่วย ซึ่งสมัยนี้ก็มีตัวช่วยมากมายเช่น บริการ ROBO ADVISOR ของ SCBS ที่มีตัวช่วยวางแผนทางการเงินพร้อมคำอธิบายง่ายๆ ซึ่งผู้อ่านสามารถไปทดลองเล่นได้เองแบบไม่มีค่าธรรมเนียม

เราลองมาลงสนามคำนวณจริงกันดูว่าหากเราจะวางแผนการเงินแล้วใช้เรื่องมูลค่าเงินตามเวลามาเกี่ยวข้องจะเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น หากนายคิมต้องการที่จะเก็บเงินเพื่อแต่งงานในอนาคตอีก 5 ปีเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท และนายคิมสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนประมาณ 4.84% ต่อปี วันนี้นายคิมจะต้องมีเงินก้อนลงทุนจำนวนประมาณ 395,000 บาท โดยในอนาคตเงินของนายคิมก็จะโตไปเป็นประมาณ 5 แสนบาท

ในกรณีที่บางคนอาจจะไม่ได้มีเงินก้อนแต่ต้องการวางแผนการเงินก็สามารถใช้สูตรมูลค่าเงินตามเวลามาคำนวณได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น เจนเป็นคุณแม่ป้ายแดงต้องการเก็บเงินไว้ให้ลูกได้เรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศมูลค่า 2 ล้านบาท (22 ปี) ก็สามารถที่จะใช้วิธีการทยอยเก็บเงินแต่การทยอยเก็บเงินนั้นก็ยังได้รับผลของดอกเบี้ยทบต้นด้วยเช่นกัน สมมุติเจนสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนประมาณ 4.84% ต่อปี เมื่อคำนวณแล้วเจนจะต้องเก็บเงินเดือนละ 4,250 บาทต่อเดือน ในอนาคตเจนก็จะมีเงินให้ลูกเรียนปริญญาโทประมาณ 2 ล้านบาท

แต่ในอีกกรณีหนึ่งถ้าหากว่าเจนไม่เริ่มทำการออมให้กับลูกตั้งแต่ตอนนี้แต่เจนรอให้ผ่านไป 10 ปีแล้วค่อยมาออมให้ลูกเดือนละ 4,250 บาทจะทำให้เวลาในการออมเพื่อค่าเรียนปริญญาโทของลูกน้อยลงเหลือเพียงแค่ 12 ปี ด้วยระยะเวลาที่สั้นลงแต่ปัจจัยอื่นๆ เท่าเดิมจึงทำให้เจนมีเงินเก็บให้ลูกเรียนเหลือแค่เพียง 830,000 บาท จะเห็นได้ว่าจำนวนเงินนั้นต่างกันเยอะเลยทีเดียวเพราะฉะนั้นหากต้องการที่จะเริ่มเก็บเงินเริ่มลงทุนก็ควรที่จะเริ่มคิดและวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ

สิ่งที่ควรระลึกไว้เสมอนั่นก็คือเงิน 1 บาทวันนี้มีค่ามากกว่าเงิน 1 บาทวันพรุ่งนี้ หากเราเริ่มเก็บเงินลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องไม่ลืมด้วยว่าเราต้องมีความระมัดระวังไม่วิ่งไปหาผลตอบแทนสูงๆ เพียงอย่างเดียว ควรที่จะต้องนึกถึงความเสี่ยงของการลงทุนและสำรวจด้วยว่าเราสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากขนาดไหน และที่สำคัญก็คือต้องมีการกระจายความเสี่ยงด้วยการกระจายการลงทุนไปในหลายสินทรัพย์ (Asset Allocation) ดังนั้น การวางแผนการเงินที่ดีควบคู่กับการควบคุมความเสี่ยงที่ดีก็จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าคุณจะสามารถไปถึงเป้าหมายการเงินอย่างมั่นใจ


* ตัวเลขผลตอบแทนที่กล่าวถึงในบทความนี้จะเป็นผลตอบแทนประมาณการซึ่งการลงทุนจริงอาจได้รับผลตอนแทนที่แตกต่างออกไป ผู้อ่านโปรดศึกษาข้อมูลทั้งในแกนผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง


Roadside Investor โดย ธัญญา โลหะนันทชัย/ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยการลงทุน สายงานวิจัย/บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer