ในโลกของจีโอโพลิติกส์ (Geopolitics) ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูที่ถาวร มีเพียง “ผลประโยชน์” และ “จังหวะเวลา” ที่ใช่เท่านั้น

ล่าสุดหน้าประวัติศาสตร์การค้าโลกกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ เมื่อสหภาพยุโรป (EU) และอินเดีย ได้ประกาศความคืบหน้าครั้งสำคัญของข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “Mother of All Deals” ด้วยมูลค่าคาดการณ์ทางการค้าที่อาจพุ่งสูงถึง 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ นี่ไม่ใช่แค่การลดภาษีนำเข้า-ส่งออกทั่วไป แต่คือการขยับหมากรุกชิ้นสำคัญบนกระดานเศรษฐกิจโลก

🟥 ทำไมต้อง “อินเดีย” และทำไมต้อง “ตอนนี้”?

ย้อนกลับไปหลายทศวรรษ ยุโรปฝากความหวัง (และห่วงโซ่อุปทาน) ไว้กับ “โรงงานของโลก” อย่างจีน แต่เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูงขึ้น และนโยบาย “China Plus One” กลายเป็นคัมภีร์ใหม่ของนักลงทุน ยุโรปจึงต้องหาบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่พอ และมีศักยภาพพอที่จะรองรับเม็ดเงินมหาศาล

  • ตลาดที่ไม่มีใครมองข้าม: ด้วยประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว อินเดียคือ “ขุมทรัพย์” ที่แบรนด์ยุโรปโหยหา
  • ฐานการผลิตแห่งอนาคต: ตั้งแต่ iPhone ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์ อินเดียกำลังพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้มีดีแค่ Soft Power หรืออุตสาหกรรมบริการ แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นฮับการผลิตโลก

รายละเอียดที่น่าจับตาในดีล 1.3 แสนล้านเหรียญฯ

การเจรจารอบล่าสุดนี้ครอบคลุมประเด็นที่แหลมคมกว่าครั้งไหนๆ:

  1. การเข้าถึงตลาด (Market Access): ยุโรปต้องการส่งออกรถยนต์ ไวน์ และสินค้าเกษตรพรีเมียมเข้าสู่อินเดียด้วยภาษีที่ต่ำลง
  2. Digital Trade & Services: อินเดียผลักดันการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะสูง (IT Professionals) เข้าสู่ยุโรปได้ง่ายขึ้น
  3. Sustainability: นี่คือจุดที่หินที่สุด เมื่อ EU พยายามพ่วงเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม (CBAM) และสิทธิแรงงาน ซึ่งอินเดียต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อแลกกับเม็ดเงินลงทุน

นี่คือการวางเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของยุโรปในศตวรรษที่ 21 เพื่อลดการพึ่งพาจีน และสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ในเอเชียใต้

🟥 ผลกระทบต่อ GeoBusiness ทั่วโลก

การขยับตัวครั้งนี้จะทำให้ “แผนที่การค้าโลก” เปลี่ยนโฉมหน้าไป:

  • Supply Chain Re-routing: เราจะเห็นการย้ายฐานการผลิตจากตะวันออกไกล ลงมายังเอเชียใต้มากขึ้น
  • Currency Shift: การใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระเงินระหว่างอินเดียและกลุ่มประเทศ EU อาจถูกนำมาหารือเพื่อลดความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์
  • Thailand’s Position: เมื่อยักษ์ใหญ่จับมือกัน ไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญในอาเซียนต้องเร่งอัปเกรด FTA ของตัวเองกับ EU เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

🟥 ทำไมต้องรอนานถึง 20 ปี? ย้อนรอยมหากาพย์การเจรจาที่ “คุยคนละภาษา”

หากจะถามว่าทำไมดีลที่ดูเหมือนจะ Win-Win ทั้งคู่ถึงลากยาวมาตั้งแต่ปี 2007 (เกือบ 20 ปี!) คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางการค้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “กำแพง” สามชั้นที่ทั้งสองฝ่ายเพิ่งจะทลายลงได้:

  1. กำแพง “ภาษีรถยนต์และเหล้า” vs “วีซ่าแรงงาน”

ที่ผ่านมา ยุโรปและอินเดียติดล็อกในประเด็นพื้นฐานแต่รุนแรง

  • ฝั่ง EU: ต้องการให้อินเดียลดภาษีนำเข้ารถยนต์ (ที่เคยสูงกว่า 100%) และไวน์/สปิริต ซึ่งอินเดียพยายามปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศอย่างเหนียวแน่น
  • ฝั่งอินเดีย: เงื่อนไขสำคัญคือการขอ “Visa Mobility” หรือการให้บุคลากร IT และผู้เชี่ยวชาญชาวอินเดียเข้าไปทำงานในยุโรปได้ง่ายขึ้น ซึ่งยุโรป (ที่มีปัญหาเรื่องนโยบายคนตรวจคนเข้าเมือง) ยอมรับได้ยากในตอนนั้น
  1. มาตรฐานที่ “สูงเกินเอื้อม” ของยุโรป

EU มักพ่วงเงื่อนไขที่ไม่ใช่เรื่องการค้า (Non-trade issues) เข้ามาเสมอ เช่น มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด, สิทธิแรงงาน และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอินเดียมองว่านี่คือ “ลัทธิล่าอาณานิคมทางกฎหมาย” ที่จะมาสกัดกั้นการเติบโตของ SME อินเดียและอุตสาหกรรมยา (Generic Drugs) ที่เป็นรายได้หลักของเขา

  1. จุดเปลี่ยนจาก “เศรษฐกิจ” สู่ “ภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Shift)

สาเหตุที่ 18 ปีแรกคุยไม่จบ แต่มาจบได้ใน 2 ปีล่าสุด เพราะ “โลกเปลี่ยนไป”:

  • The Trump Factor: การกลับมาของนโยบายกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ทำให้อินเดียและยุโรปต่างรู้ตัวว่า “ต้องหาเพื่อนใหม่” เพื่อกระจายความเสี่ยง
  • The China Divorce: ยุโรปเริ่มตระหนักว่าการพึ่งพาจีนเพียงอย่างเดียวคือความเสี่ยงด้านความมั่นคง (De-risking) ขณะที่อินเดียก็ต้องการดึงเม็ดเงินจากยุโรปมาคานอำนาจจีนในภูมิภาค

“ในอดีต เราคุยกันด้วยตัวเลขกำไรขาดทุน แต่วันนี้เราคุยกันด้วยเรื่องความอยู่รอดทางยุทธศาสตร์” — นี่คือเหตุผลที่ทำให้ ‘Mother of All Deals’ เกิดขึ้นได้จริงในปี 2026

 🟥 ใครได้-ใครเสีย? (Winners & Losers) ในกระดานเทรด 1.3 แสนล้านเหรียญฯ

เมื่อภาษีกว่า 90% ถูกเขย่าใหม่ ย่อมมีคนที่ได้ “ส้มหล่น” และคนที่ต้อง “รับศึกหนัก” ดังนี้:

กลุ่มผู้ชนะ (The Big Winners)

  • อินเดีย: กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (Apparel & Textiles)ทำไม: เดิมอินเดียเสียเปรียบเวียดนามและบังกลาเทศในตลาดสวีเดนหรือฝรั่งเศส เพราะเรื่องภาษี แต่ดีลนี้จะทำให้อินเดียได้สิทธิภาษี 0% ทันที ช่วยหนุนอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมหาศาล (Labour-intensive)
  • อินเดีย: กลุ่มบริการไอที (IT & Professional Services)ทำไม: การผ่อนปรนวีซ่าทำงาน (Visa Mobility) สำหรับวิศวกรซอฟต์แวร์อินเดียให้เข้าถึงตลาด EU ได้ง่ายขึ้น คือ “หัวใจ” ที่อินเดียยอมแลกทุกอย่าง เพื่อรักษาตำแหน่ง Hub ด้าน Tech ของโลก
  • สหภาพยุโรป: กลุ่มยานยนต์หรู (Luxury Automotive)ทำไม: ภาษีนำเข้ารถยนต์ในอินเดียที่เคยกดไว้สูงถึง 100-110% จะถูกหั่นลงเหลือ 10% ภายใน 5-10 ปี (ภายใต้ระบบโควตา) นี่คือโอกาสทองของแบรนด์อย่าง Mercedes-Benz, BMW และ Audi ที่จะรุกตลาดเศรษฐีใหม่ในอินเดีย
  • สหภาพยุโรป: กลุ่มไวน์และสปิริต (Wine & Spirits)ทำไม: ภาษีสุรานำเข้าจะลดลงจาก 150% เหลือเพียง 40% ทำให้ไวน์ฝรั่งเศสหรือวิสกี้จากยุโรปเข้าถึงโต๊ะอาหารของชนชั้นกลางอินเดียได้ง่ายขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

กลุ่มผู้เสียประโยชน์ / ต้องปรับตัว (The Challenged)

  • อินเดีย: ผู้ผลิตสุราท้องถิ่น (Local Distillers)ความเสี่ยง: จะต้องเจอกับพายุสินค้าพรีเมียมจากยุโรปในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น จนอาจแย่งส่วนแบ่งการตลาดในเซกเมนต์บนไปทั้งหมด
  • อินเดีย: อุตสาหกรรมหนัก (Steel & Aluminium)ความเสี่ยง: แม้ภาษีจะลดลง แต่ต้องเจอกับกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) ของยุโรปที่เริ่มบังคับใช้ในปี 2026 ทำให้ต้นทุนการผลิตของอินเดียที่ยังพึ่งพาถ่านหินสูง ต้องจ่าย “ค่าปรับ” มหาศาลหากไม่รีบเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด
  • จีน: คู่แข่งทางยุทธศาสตร์ (The Displaced)ความเสี่ยง: จีนคือผู้เสียประโยชน์รายใหญ่ที่สุดในเชิง GeoBusiness เพราะเม็ดเงินลงทุน (FDI) จากยุโรปจะไหลเข้าสู่อินเดียแทนที่โรงงานเดิมในจีน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาจีนเพียงอย่างเดียว (De-risking)

อ้างอิง :

https://www.theguardian.com/business/2026/jan/27/eu-and-india-sign-free-trade-agreement

/https://www.weforum.org/stories/2026/02/india-eu-mother-of-all-trade-deals-what-to-know/

https://www.thehindu.com/business/Economy/india-european-union-summit-live-updates-on-january-27/article70555085.ece