เมื่อโลกภาพยนตร์วันนี้ ย้ายมาอยู่ในมือถือของผู้คน ผ่าน Netflix, Disney+, YouTube และ TikTok ที่ทำให้ทุกคนสามารถดูความบันเทิงได้ทุกที่ ทุกเวลามานานหลายปี

แต่ ผลประกอบการปี 2568 เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของไทย ยังคงสามารถอยู่รอด และยังทำกำไรได้

ปีที่ผ่านมาเมเจอร์มีรายได้รวมอยู่ที่ 7,631 ล้านบาท ลดลง 2% แต่กำไรจากการดำเนินงานกลับเพิ่มขึ้น 10% เป็น 736 ล้านบาท

ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 631 ล้านบาท ลดลง 15%

แม้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น แต่กำไรสุทธิลดลงจากปัจจัยทางการเงินและค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก

ตัวเลขนี้สะท้อนภาพสำคัญว่า แม้รายได้จะไม่ได้เติบโตเหมือนในอดีต แต่บริษัทสามารถบริหารต้นทุน และรักษาความสามารถในการทำกำไรได้

เพียงแต่โครงสร้างธุรกิจของเมเจอร์ โรงหนังยังเป็นหัวใจหลัก แต่ไม่ใช่ทั้งหมดอีกต่อไป

ในปี 2568 รายได้ของเมเจอร์แบ่งเป็น

ธุรกิจโรงภาพยนตร์ 5,906 ล้านบาท (77%)    ค่าตั๋ว (Admissions)  Concession (ป๊อปคอร์น/เครื่องดื่ม) สร้างรายได้ 1,921 ล้านบาท

โฆษณา 787 ล้านบาท (10.3%)

โบว์ลิ่ง/คาราโอเกะ 508 ล้านบาท (6.7%)

ค่าเช่าและบริการ 267 ล้านบาท (3.5%)

จัดจำหน่ายภาพยนตร์ 163 ล้านบาท (2.1%)

รายได้รวมของบริษัทที่ลดลง เหตุผลสำคัญมาจาก

1.รายได้จากโฆษณา ซึ่งลดลงถึง 19% เหลือ 787 ล้านบาท

สาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการที่แบรนด์ต่าง ๆ ลดงบโฆษณา รวมถึงการเติบโตของสื่อออนไลน์ที่กลายเป็นทางเลือกใหม่ของนักการตลาด

แน่นอน “อำนาจของสื่อโรงหนัง” ไม่เหมือนเดิมมาหลายปี

2.ธุรกิจ Concession ลดลง 3% แม้ป๊อปคอร์นจะเป็นธุรกิจที่มีกำไรสูง แต่รายได้กลับลดลง เพราะบริษัทตั้งใจลดโปรโมชั่น และช่องทางออนไลน์บางส่วน ทำให้ Operating Profit เพิ่มขึ้น

3.ในขณะเดียวกัน รายได้จากธุรกิจจัดจำหน่ายภาพยนตร์ลดลง 12% สะท้อนภาวะที่จำนวนภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ในตลาดลดลง

แต่ผลกระทบที่สำคัญกว่านั้นคือ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของธุรกิจโรงภาพยนตร์เอง เพราะรายได้ค่าตั๋วพึ่งพา Blockbuster สูง

โรงหนังสามารถควบคุมต้นทุน ค่าเช่า และการบริหารสาขาได้ แต่ไม่สามารถควบคุมจำนวนและความสำเร็จของคอนเทนต์ที่เข้าฉาย

หากปีใดไม่มีหนังแรงพอ รายได้จากค่าตั๋วจะสะเทือนทันที

แต่เมเจอร์กำลังค่อย ๆ ลดความเสี่ยง ด้วยการเพิ่มรายได้จากสิ่งที่ควบคุมได้ เช่น Premium Experience และธุรกิจนอกโรง

กลยุทธ์เอาตัวรอด “ลดความเสี่ยงภายนอก” และ “ขยายสิ่งที่ควบคุมได้”

1.เมเจอร์ตัดสินใจขายธุรกิจโรงหนังในกัมพูชา หลังรายได้ลดลง 29% (ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมเจอร์ โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569)

ปี 2568 รายได้ 380 ล้านบาท ปี 2567 รายได้ 533 ล้านบาท การลดลงดังกล่าวมีสาเหตุหลักจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดน และกระแสการรณรงค์ไม่สนับสนุนสินค้าและบริการจากบริษัทไทย ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ และยังมีความไม่แน่นอนต่อเนื่องในปี 2569

เพื่อกลับมาโฟกัสตลาดไทย ซึ่งยังเป็นตลาดหลักและมีศักยภาพมากกว่า

2.ขยายธุรกิจไปยังพื้นที่ใหม่ เช่น ร่วมทุนกับเถ้าแก่น้อย เพื่อขาย “Major Popcorn” นอกโรงหนัง และวางแผนขายป๊อปคอร์นทั่วประเทศ และในอนาคตอาจจะขายทั่วโลก

3.ขยายโรงหนังไปต่างจังหวัด เมเจอร์มีแผนเปิดเพิ่มอีก 26 สาขา เพราะต่างจังหวัดยังมีช่องว่างการเติบโต  มีต้นทุนค่าเช่าและการลงทุนต่ำกว่าเมืองใหญ่  คู่แข่งน้อย พฤติกรรมดูหนังยังแข็งแรง Streaming ยังไม่แทนที่ทั้งหมด

4.ยกระดับประสบการณ์ Premium  เมื่อเมเจอร์ ไม่สามารถทำให้การดูหนังสะดวกกว่า Streaming  ได้ แต่สามารถทำให้ประสบการณ์ดีกว่า ผ่าน IMAX Paragon Cineplex VIP Cinema Premium Seating   ซึ่งสิ่งเหล่านี้การดูหนังที่บ้าน หรือดูจากมือถือไม่สามารถให้ได้

ที่สำคัญ โรงภาพยนตร์ในลักษณะนี้จำนวนที่นั่งน้อยกว่า แต่รายได้ต่อที่นั่งสูงกว่า

5.โบว์ลิ่ง/คาราโอเกะ 508 ล้านบาท  ในเมื่อมือถือเล่นโบว์ลิ่งแทนไม่ได้ ร้องคาราโอเกะที่บ้านก็ไม่ได้อารมณ์เท่า ธุรกิจนี้ เลยยังสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และใช้พื้นที่ร่วมกับโรงหนังได้อย่างคุ้มค่า

วันนี้เมเจอร์ไม่ได้ชนะ Streaming แต่พลิกเกม  ไม่เน้นแค่ “คนดูให้มากที่สุด” อีกต่อไป แต่หันมาโฟกัสที่ “ทำรายได้จากคนดูแต่ละคนให้มากขึ้น

นี่คือเกมใหม่ที่เมเจอร์ ต้องเล่นเพื่อเอาตัวรอด